DM CoP

Tuesday, June 07, 2005

จัดการความทุกข์ก็สำคัญ

หายหน้าไปหลายวัน เพราะดิฉันไปเข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการ "ตลาดนัดความรู้สำหรับคุณอำนวยผู้มีประสบการณ์" ที่ สคส. จัดขึ้น ณ ศูนย์ฝึกอบรมบ้านผู้หว่าน อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ระหว่างวันที่ ๒-๓ มิถุนายน ๒๕๔๘ เมื่อกลับมาตั้งใจจะรีบเขียนเล่าให้สมาชิกทราบว่าต่อไป สคส. จะมีหลักสูตรพัฒนา "คุณอำนวย" แล้ว แต่บังเอิญเกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้นที่บ้าน (โปรดติดตาม) อารมณ์จะเล่าเลยเปลี่ยนไป

ก่อนอื่นขอแจ้งให้สมาชิกทราบว่า ขณะนี้ blog ของเรากำลังเตรียมตัวจะย้ายบ้านจาก http://dmcop.blogspot.com ไปอยู่ที่ http://gotoknow.org ซึ่งเป็น weblog ที่ ดร.จันทวรรณ น้อยวัน และ ดร.ธวัชชัย ปิยะวัฒน์ พัฒนาขึ้นโดยการสนับสนุนของ สคส. ซึ่งคุณกรกฏ เชาวะวณิชย์ ได้บรรยายและสาธิตการใช้งานให้ผู้เข้าร่วมประชุมเมื่อคืนวันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๔๘ ตอนที่ดูสาธิตก็เห็นว่าใช้ไม่ยาก แต่พอมาทดลองใช้เมื่อเช้านี้ยังติดขัดอยู่ นี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ว่า "ไม่ทำไม่รู้" ดูอย่างเดียวไม่ได้ วันนี้จึงขอคุยในบ้านเดิมไปก่อน พรุ่งนี้จะไปเรียนรู้วิธีการทำ blog ของ gotoknow.org ให้ชัดๆ จาก ดร.จันทวรรณ โดยตรงที่ สคส. เลย รู้เรื่องดีเมื่อไหร่ ก็จะเก็บข้าวเก็บของย้ายบ้านกันอีกที ขอกระซิบหน่อยว่า blog ของ เราก็มีแฟนเหมือนกัน น้องๆ ที่เทพธารินทร์คอยติดตามอ่านประจำ พอหายไปก็ถามหาไปประชุมคราวนี้ได้พบคุณสุรเดช เดชคุ้มวงศ์ หัวหน้ากลุ่มสนับสนุนวิชาการ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพิจิตร ซึ่งเป็นผู้มีผลงานด้านการจัดการความรู้ที่น่าชื่นชมและเป็นที่ยอมรับ คุณสุรเดชบอกว่าอ่าน blog ของเราและยังไปบอกแพทย์ที่นั่นด้วย ใครได้อ่านแล้วช่วยเขียน comment กลับมาสัก ๒-๓ ประโยคก็ดีนะคะ จะได้ทราบว่ามีคนอ่านมากน้อยแค่ไหน

มีเรื่องเล่าจากการที่ไปเข้าร่วม "ตลาดนัดความรู้สำหรับคุณอำนวยผู้มีประสบการณ์" หลายเรื่องและยังได้รับเอกสารเรื่องเล่าที่สมาชิกของเราส่งให้คุณธวัช หมัดเต๊ะ ดิฉันจะนำมาทะยอยลงในวันต่อๆ ไป ตอนนี้อารมณ์ยังไม่ปลอดโปร่ง ต้องขอเล่าเรื่องที่ไม่คาดคิดที่เกิดขึ้นที่บ้านก่อน เพื่อเป็นการ "จัดการความทุกข์" ส่วนสมาชิกท่านใดจะนำไป "จัดการความรู้" ก็ไม่มีข้อห้ามแต่อย่างใด

บ้านของดิฉันเป็น townhouse หลังริมสุด ตัวบ้านใหญ่เท่า townhouse ๒ หลัง มี ๒ ชั้น ชั้นล่างเป็นส่วนที่ใช้ทำงาน นั่งเล่น รับประทานอาหารและห้องครัว ชั้นบนมี ๔ ห้อง เป็นห้องนอน ๓ ห้อง ใช้เก็บเสื้อผ้า ๑ ห้อง มีพื้นที่ส่วนอเนกประสงค์ระหว่างห้องต่างๆ ซึ่งมีหน้าต่างกระจกขนาดใหญ่ ไม่ติดเหล็กดัด มีแต่มุ้งลวด กลางคืนถ้าฝนไม่ตกจะเปิดรับลมเป็นประจำ มีบ้านชั้นเดียวอยู่ข้างๆ

เมื่อคืนวันเสาร์ที่ ๔ มิถุนายน นี้ สมาชิกในครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้า สามีเข้านอนประมาณ ๒๐.๓๐ น. ตามปกติ ดิฉันเข้านอนหลัง ๒๒ น.ไปแล้ว ไม่ได้จำเวลาที่แน่นอน
ห้องเราปิดประตูเพราะเปิดแอร์ ลูกชายคนเล็กเข้านอนประมาณ ๐๓ น. ลูกชายซึ่งเป็นลูกคนกลางเข้านอนประมาณ ๐๔ น. ลูกชายนอนห้องเดียวกัน เปิดประตูห้องไว้ ประมาณ ๐๕.๓๐ สามีตื่นนอนและพบว่าหน้าต่างมุ้งลวดที่เปิดรับลมไว้ เปิดอยู่ คิดว่าคงเป็นเพราะลมแรงจึงเปิด เมื่อลงบันไดมาชั้นล่างเห็นกองกระดาษอยู่ใกล้ๆ ที่ทิ้งขยะ ก็คิดว่าทำไมลูกมาทิ้งไว้อย่างนี้สงสัยถังขยะเต็ม เมื่อมองไปทั่วบ้านจึงพบว่าประตูกระจกหน้าบ้านถูกเปิดทิ้งไว้ ลิ้นชักโต๊ะ ตู้ทั้งหลายถูกเปิด มีกระเป๋าเงิน กระเป๋าใส่เอกสารเล็กๆ ตกอยู่ที่พื้น แต่ที่ตกใจที่สุดคือตู้ที่ใช้เก็บกล้อง (กันความชื้น) ของลูกชายคนกลางถูกงัด กล้องและเลนส์หายไปเกือบหมด จึงไปปลุกทุกคน

เราตกใจสำรวจของต่างๆ พบว่ามีของที่หายไปหลายรายการคือกล้อง Nikon SLR FE ๑ ตัว F80 ๑ ตัว F100 ๑ ตัว grip MB16 ๑ อันและ MB15 ๑ อัน เลนส์อีกประมาณ ๓ ตัว กล้องดิจิตอล Canon A95 ๑ ตัวโทรศัพท์มือถือของดิฉัน ๑ เครื่อง นาฬิกาข้อมือชายของสามีและของลูกชายคนเล็ก เป้สะพายหลัง Billabong

ราคาของที่หายไปมากกว่าหนึ่งแสนบาท แต่มูลค่าสูงกว่านั้นมาก เพราะกล้อง Nikon SLR ทั้ง ๓ ตัวเป็นของที่คนที่รักให้ลูกชายคนกลางมา กล้อง Nikon F80 หลานชายของดิฉันให้มาเมื่อวันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๔๘ และ Nikon F100 นั้น ศ.นพ.เทพ หิมะทองคำ เพิ่งให้มาเมื่อวันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๔๘ นี้เอง อาจารย์เทพบอกว่า "ผมชอบให้ของที่คนได้รับแล้วดีใจ" ลูกชายดีใจมากจริงๆ รีบไปซื้อตู้เก็บกล้องเฉพาะมาใส่ แล้วจัดวางเรียงของแต่ละชิ้นด้วยความถะนุถนอม มูลค่าของจึงมีสูงกว่าราคามากนัก

เราเสียใจกันทั้งครอบครัว แต่พยายามปลอบใจกันว่าโชคดีที่ทุกคนปลอดภัย ของที่หายต่อไปคงซื้อหาได้ใหม่ แม้จะไม่มีคุณค่าเท่าของที่คนที่รักเราให้มาก็ตาม ยังดีที่คอมพิวเตอร์ Notebook ของดิฉันยังอยู่ให้สามารถทำงานต่อได้

บทเรียนครั้งนี้ มี ๒ เรื่องคือการป้องกัน เกิดเรื่องกับตัวเองจึงเข้าใจมากขึ้นว่าการป้องกันทำได้ยาก เพราะเรามักจะคิดไม่ถึง มองไม่ออก ทำนายไม่ได้ ไม่ค่อยเชื่อว่าจะเกิดกับเรา เราคิดเรื่องของการป้องกันน้อยและคิดไม่จริงจัง ไม่ค่อยวางแผนการป้องกัน จะทำการป้องกันจริงๆจังๆ เมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้ว ประเภท "วัวหายล้อมคอก" ครั้งนี้คิดไม่ถึงว่าจะมีคนปีนผนังตึกขึ้นไปเข้าทางหน้าต่างชั้น ๒
ที่เราเปิดอยู่แบบนี้เกือบ ๑๐ ปี แล้ว (เดิมไม่เชื่อว่าจะมีคนปีนได้) ผู้ป่วยเบาหวานก็คงเช่นกัน ไม่ค่อยเชื่อว่าตนเองจะมีโรคแทรกซ้อนเกิดขึ้น ไม่คาดคิด และไม่รู้ว่าเมื่อใดจะเกิด การป้องกันจึงอาจหย่อนยานไปบ้าง

บทเรียนที่ ๒ คือเมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ดิฉันรู้สึกทุกข์ใจ เพราะสงสารลูกชายที่เสียของรัก นึกถึง
น้ำเสียงที่ดีใจของเขา เห็นภาพที่เขานั่งจัดเก็บกล้องทีละชิ้น..........ดิฉันจึงไม่มีอารมณ์อยากทำอะไร แม้จะมีงานค้างอยู่หลายเรื่อง ก็คิดทำต่อไม่ค่อยออก เวลาเราดูแลผู้ป่วยเบาหวานก็เช่นกัน ต้องประเมินด้วยว่าผู้ป่วยมีสภาพจิตและอารมณ์เป็นอย่างไร ถ้าผู้ป่วยมีความทุกข์ ความเครียด จะไปคาดคั้นให้เขาดูแลตนเอง คงไม่ได้ ต้องช่วยเขาให้จัดการปัญหาทางจิตอารมณ์เสียก่อน

พยายามรวบรวมกำลังใจ ใช้วิธีต่างๆ แก้ปัญหาและลดความทุกข์อยู่ จะกลับมาทำงานเช่นเดิมให้ได้โดยเร็ว ใครอยากให้กำลังใจ ช่วยตอบด้วยนะคะ

วัลลา ตันตโยทัย
๗ มิถุนายน ๒๕๔๘

1 Comments:

  • เรียนอาจารย์วัลลา
    ผมได้ติดตามบทความของท่านอาจารย์มาตลอด และขอแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับท่านอาจารย์ครับ


    ด้วยความเคารพ
    รุ่งศักดิ์ ศิรินิยมชัย

    By Anonymous Anonymous, at 6:41 AM  

Post a Comment

<< Home