DM CoP

Thursday, May 26, 2005

การเล่าเรื่อง (Storytelling)


ในการจัด ตลาดนัดความรู้การดูแลผู้ป่วยเบาหวาน ที่ผ่านมา เราใช้การเล่าเรื่อง (storytelling) เป็นเครื่องมือในการถ่ายโอนหรือส่งผ่าน (transfer) ความรู้ การเล่าเรื่องเพื่อให้ตนเองและผู้อื่นสามารถค้นหาได้ว่ามีความรู้อะไรบ้าง
ที่อยู่ในความสำเร็จนั้น ต้องมีวิธีการและขั้นตอน ซึ่งพวกเราหลายคนอาจไม่รู้มาก่อน ตอนจัดงานจึงมีสมาชิกบางคนบอกกับคุณธวัช หมัดเต๊ะ วิทยากรของเราว่าไม่ทราบว่าต้องเล่าเรื่องแบบนี้ จึงส่งเป็นข้อมูลโครงการมาให้ ดิฉันเองก็ไม่มีความรู้เรื่องการเล่าเรื่องมาก่อนเช่นกัน ถ้าเรามีความรู้พอคงเล่าเรื่องได้ดีกว่าเดิมนะคะ


ดิฉันติดตามอ่านข้อเขียนของศาสตราจารย์นายแพทย์วิจารณ์ พานิช ใน http://blog-for-thai-km.blogspot.com เป็นประจำ เมื่อวันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๔๘ อาจารย์ได้เขียนเรื่อง วิธีสังเคราะห์ขุมความรู้เป็นแก่นความรู้ อาจารย์ได้กล่าวถึงการเล่าเรื่อง ซึ่งเมื่ออ่านแล้ว (และเราเคยมีประสบการณ์มาบ้าง) จะเข้าใจได้ชัดเจนมาก ดิฉันขออนุญาตนำเนื้อหาที่อาจารย์เขียนบางส่วนมาลงไว้ ณ ที่นี้ด้วย หากสมาชิกท่านใดต้องการทราบรายละเอียดทั้งหมด ขอเชิญเข้าไปเยี่ยม blog ของอาจารย์วิจารณ์นะคะ ถ้าสมาชิกติดตามอย่างสม่ำเสมอแล้วจะมีความรู้และเข้าใจเรื่อง
ของการจัดการความรู้มากขึ้นค่ะ



DM network_108การเล่าเรื่อง (
storytelling)

เป้าหมายสำคัญที่สุดของการเล่าเรื่อง คือให้ผู้มีความรู้จากการปฏิบัติ ปลดปล่อยความรู้ที่ซ่อนอยู่ในส่วนลึกของหัวใจ (ความเชื่อ) ในส่วนลึกของสมอง (ความคิด) และในส่วนลึกของร่างกาย (การปฏิบัติ) ออกมาเป็นคำพูด และหน้าตาท่าทาง (non-verbal communication) การปล่อยความรู้จากการปฏิบัตินี้ ผู้ปล่อยจะอยู่ในสภาพที่มีทั้งจิตใต้สำนึกและจิตสำนึก (subconscious & conscious) ย้ำว่าเรามีเป้าหมายให้เกิดการสื่อสารทั้งโดยใช้จิตสำนึกและจิตใต้สำนึก ดังนั้นถ้าฝึกปฏิบัติจนมีความชำนาญ การเล่าเรื่องจะปลดปล่อยความรู้ออกมาอย่างทรงพลังอย่างไม่น่าเชื่อ


วิธีการและขั้นตอนของการเล่าเรื่องมีดังต่อไปนี้

๑. กำหนด หัวปลาให้ชัด ซึ่งหมายถึงเป้าหมายของการประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ดังตัวอย่างการประชุมในตลาดนัดความรู้ของชาวนา จ.พิจิตร เมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๔๗ หัวปลา คือการทำนาแบบธรรมชาติ ไม่ใช้สารเคมี

๒. กำหนดให้กลุ่มเป็นกลุ่มเล็ก ไม่เกิน ๑๐ คน เพื่อให้มีความรู้สึกใกล้ชิด เป็นกันเอง ไม่เป็นทางการ สร้างความรู้สึกเป็นอิสระได้ง่าย ความรู้สึกแบบนี้เอื้อต่อการเล่าเรื่องอย่างมีพลัง ทำให้ความรู้ฝังลึกและซ่อนอยู่มิดชิดจนตัวเองก็ไม่รู้ว่าตนรู้ ถูกปลดปล่อยออกมาได้ง่ายขึ้น

๓. สมาชิกกลุ่มเป็น ตัวจริงซึ่งหมายความว่า เป็นผู้ปฏิบัติงานเพื่อการบรรลุ หัวปลาที่ตกลงกัน ด้วยตนเอง

๔. ถ้าเป็นไปได้ จัดแบ่งกลุ่มให้สมาชิกกลุ่มประกอบด้วยคนที่มีความแตกต่างกัน เช่นคิดต่างกัน ทำงานต่างหน่วยงาน อยู่คนละอำเภอ เรียนหนังสือคนละสาขา เป็นต้น เนื่องจากในการประชุมกลุ่มนี้เราต้องการใช้พลังของความแตกต่างหลากหลาย

๕. มีการเลือกหรือแต่งตั้ง ประธานกลุ่ม ทำหน้าที่ดำเนินการประชุมและสรุปประเด็นเป็นระยะๆ และเลือกเลขานุการกลุ่ม ทำหน้าที่จดประเด็นและบันทึกขุมความรู้ (Knowledge Assets) เพื่อการบรรลุหัวปลา

๖. สมาชิกกลุ่มเล่าเรื่องเกี่ยวกับความสำเร็จของตนตาม หัวปลา

๗. สมาชิกกลุ่มคนอื่นๆ ช่วยกัน สกัดหรือ ถอดความรู้เพื่อการบรรลุหัวปลาออกมา และให้เลขานุการกลุ่มเขียนขึ้นกระดาน flip chart ให้ได้เห็นทั่วกัน และแก้ไขตกแต่งได้ง่าย

๘. มี "คุณอำนวย" (Group Facilitator) ทำหน้าที่ช่วยเหลือให้การประชุมราบรื่น สร้างบรรยากาศของความชื่นชม ความคิดเชิงบวก การซักถามด้วยความชื่นชม (Appreciative Inquiry) ให้สมาชิกกลุ่มได้หมุนเวียนกันเล่าเรื่องถ้วนหน้ากัน ไม่มีคนใดคนหนึ่งผูกขาดการพูด คอยช่วยตั้งคำถาม "ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น" "คิดอย่างไรจึงทำเช่นนั้น" เพื่อช่วยให้ "ความรู้เพื่อการปฏิบัติ" ถูกปลดปล่อยออกมาและคอยกระตุ้นให้สมาชิกกลุ่มช่วยกัน "สกัด" หรือ "ถอด" ความรู้เพื่อการบรรลุหัวปลาออกมาและมีผู้บันทึกไว้

๙. การเล่าเรื่อง ให้เล่าเพียงประเด็นเดียวต่อหนึ่งเรื่องและเล่าสั้นๆ เล่าตามความเป็นจริง ไม่ตีไข่ใส่สี เล่าให้เห็นตัวคนหรือตัวละคร เห็นพฤติกรรมหรือการกระทำ เห็นความคิดหรือความเชื่อที่อยู่เบื้องหลัง เล่าให้เห็นชีวิตและความสัมพันธ์ที่อยู่ในเรื่อง เล่าให้มีชีวิตชีวา เห็นภาพพจน์ เห็นสภาพแวดล้อมหรือบริบทของเรื่อง

๑๐. ในการเล่าเรื่องต้องเล่าแบบให้ข้อมูลดิบ ที่ไม่ผ่านการตีความของผู้เล่า คือเล่าเหตุการณ์ ไม่ใช่เล่าความเข้าใจของผู้เล่าที่ได้จากเหตุการณ์ ไม่ใช่เล่าการตีความของผู้เล่า ถือว่าเรื่องเล่าเป็นข้อมูลดิบสำหรับให้สมาชิกกลุ่มผลัดกันตีความ เพื่อดึง ความรู้เพื่อการบรรลุหัวปลาออกมา


จากข้อเขียนของอาจารย์วิจารณ์ข้างต้น จะเห็นได้ว่าการเล่าเรื่องนั้น ถ้าจะเล่าให้ดี ให้เป็น
เรื่องเล่าเร้าพลัง ต้องทำความเข้าใจและต้องมีการฝึกฝน สมาชิกท่านใดคิดว่าที่ผ่านมายังเล่าเรื่อง ผลงานเด่น ด้านการดูแลผู้ป่วยเบาหวานของตนเองไม่ได้ดี เขียนเล่ามาใหม่ดีมั๊ยคะ เราจะลงเรื่องเล่าของท่านใน blog นี้ เพื่อเผยแพร่ให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันต่อไปค่ะ


วัลลา ตันตโยทัย
๒๖ พฤษภาคม ๒๕๔๘

0 Comments:

Post a Comment

<< Home