DM CoP

Tuesday, May 31, 2005

เครือข่ายเพื่อพัฒนาคุณภาพ

Anuwat นายแพทย์อนุวัฒน์ ศุภชุติกุล ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาและ
รับรองคุณภาพโรงพยาบาล ได้ไปสังเกตการณ์กิจกรรมตลาดนัดความรู้ ฯ ของเรา
ในวันที่ 1 พฤษภาคม 2548 ดิฉันมีโอกาสได้คุยกับคุณหมออนุวัฒน์และบอกท่านว่า
อยากทำเครือข่ายจัดการความรู้การดูแลผู้ป่วยเบาหวาน คุณหมอจึงได้มอบ file
เอกสารที่ท่านร่างขึ้นเรื่องเครือข่ายร่วมใจพัฒน์ การดูแลผู้ป่วยเบาหวาน (Collaborative
Improvement Network: Diabetes care) (ท่านบอกว่าชื่อยังเชย ๆ อยู่) ให้

เมื่ออ่านดูแล้วดิฉันเห็นว่ามีความคล้ายคลึงกับเครือข่ายจัดการความรู้ฯ ที่เราจะดำเนินการ ก็เลยเสนอว่าน่าจะนำมารวมกัน ในโอกาสนี้จึงขอนำ idea ของคุณหมออนุวัฒน์มาเผยแพร่ให้สมาชิกทราบด้วย ดังต่อไปนี้

เครือข่ายร่วมใจพัฒน์ การดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวาน
คือชุมชนนักปฏิบัติที่จะมาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อยกระดับคุณภาพการดูแลผู้ป่วย
โรคเบาหวาน โดยอาศัยเครื่องชี้วัดที่กำหนดร่วมกันเป็นตัวเปรียบเทียบเพื่อขับเคลื่อน
การพัฒนา ประยุกต์แนวทางปฏิบัติ/มาตรฐานที่มีการจัดทำไว้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์
ขององค์กรอย่างเหมาะสม ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการปรับปรุงระบบงานเพื่อบรรลุ
เป้าหมายที่ต้องการ

วัตถุประสงค์และเครื่องชี้วัด
วัตถุประสงค์ข้อที่ 1 มีระบบคัดกรองผู้ป่วยในชุมชนที่มีประสิทธิภาพ
เครื่องชี้วัด :

อัตราผู้ป่วยเบาหวานที่ขึ้นทะเบียนรักษาเทียบกับจำนวนประชากร

วัตถุประสงค์ข้อที่ 2

ผู้ป่วยและครอบครัวมีศักยภาพในการดูแลตนเองและมีพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสม
เครื่องชี้วัด :
% ผู้ป่วยเบาหวานที่ได้รับ complete foot exam และได้รับการสอนให้ตรวจเท้า

ด้วยตนเอง
% ผู้ป่วยที่มีสัดส่วนรอบเอว : รอบตะโพกไม่เกินเกณฑ์ (ชาย 1:1, หญิง 0.8 : 1)

วัตถุประสงค์ข้อที่ 3
สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
เครื่องชี้วัด :
Hypo/hyper (uncontrolled) admission rate
% ผู้ป่วยเบาหวานที่มีระดับ postpandrial blood sugar
อยู่ในเกณฑ์ปกติ (ต่ำกว่า 170 mg/dl)

% ผู้ป่วยที่มีระดับ HbA1C ต่ำกว่า 7 %

วัตถุประสงค์ข้อที่ 4
ลดความเสี่ยงด้านโรคหัวใจและหลอดเลือด
เครื่องชี้วัด :
% ผู้ป่วยที่สูบบุหรี่ซึ่งได้รับคำแนะนำปรึกษาเพื่อเลิกบุหรี่
% ผู้ป่วยอายุ 40 ปีขึ้นไปที่ได้รับ ASA
% ผู้ป่วยที่ได้รับการตรวจ lipid profile
% ผู้ป่วยที่มีระดับไขมันตามเป้าหมาย
(LDL ต่ำกว่า 100 mg/dl TG ต่ำกว่า 150 mg/dl total cholesterol ต่ำกว่า 200 mg/dl)

% ผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตต่ำกว่า 130/80 mmHg

วัตถุประสงค์ข้อที่ 5 ลดความเสี่ยงด้าน microvascular
เครื่องชี้วัด :
Renal

% ผู้ป่วยเบาหวานที่ได้รับการตรวจ microalbuminuria ประจำปี
% ผู้ป่วยมี microalbuminuria ที่ได้รับ ACE inhibitor หรือ ARB
Retinal
% ผู้ป่วยได้รับการตรวจ dilated retinal exam
Foot care
จำนวนผู้ป่วยที่มีแผลที่เท้า
จำนวนผู้ป่วยที่ได้รับการตัดขา

คุณหมออนุวัฒน์ ได้บอกให้ทราบว่าเครือข่ายนี้ประกอบด้วยใครบ้าง มาทำอะไรกัน พร้อมทั้งวัตถุประสงค์และเครื่องชี้วัด ซึ่งก็คือ outcomes ที่จะเกิดจากการมีเครือข่ายนี้

สมาชิกอ่านแล้วมีความคิดเห็นอย่างไรบ้างคะ


วัลลา ตันตโยทัย
31 พฤษภาคม 2548


Monday, May 30, 2005

แก่นความรู้ สำหรับการดูแลผู้ป่วยเบาหวาน

เมื่อวันศุกร์ที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๔๘ ดิฉันได้นำเอาข้อเขียนของศาสตราจารย์วิจารณ์ พานิช เกี่ยวกับวิธีการและขั้นตอนของการเล่าเรื่อง มาลงไว้ เพื่อให้สมาชิกได้ทบทวนกัน โดยหวังไว้ในใจว่า จะได้รับ "เรื่องเล่าเร้าพลัง" จากสมาชิกมาเผยแพร่อีก โรงพยาบาลใดที่มีเรื่องเล่าดี ๆ อย่าเก็บเอาไว้นะคะ ส่งมาได้ที่ vallatan@theptarin.com

Note taker DM network_160
สำหรับ "แก่นความรู้" เพื่อการดูแลผู้ป่วยเบาหวาน ๘ ปัจจัย ซึ่งพวกเราได้ช่วยกัน "สกัด" ออกมาจากเรื่องเล่าและ้แบ่งเป็น ๕ ระดับแล้วนั้น (ดูได้จาก http://blog-for-thai-km.blogspot.com/ เมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๔๘) ดิฉันจะทบทวนและปรับปรุงในเบื้องต้น โดยอาศัยข้อเสนอแนะที่ได้รับจากสมาชิกและผู้ทรงคุณวุฒิที่ไปร่วมงานกับเรา หลังจากนั้นจะส่งให้สมาชิกทุกท่านพิจารณาอีกครั้ง เมื่อได้แก่นความรู้ ๕ ระดับ ซึ่งเป็นที่เห็นพ้องต้องกันแล้ว เราจะได้ประเมินตนเอง (จริง ๆ) อีกครั้ง และคงจะมีการประเมินกันอย่างน้อยทุกปี เพื่อดูพัฒนาการและใช้เพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน ที่ใดมีพัฒนาการที่น่าชื่นชม น่าจะมีรางวัลให้นะคะ

สมาชิกทุกท่านคงยังจำบรรยากาศของตลาดนัดความรู้ฯ ที่เราจัดขึ้นได้ ดิฉันคิดว่าเป็นเพราะเราพูดกันถึงแต่เรื่องดี ๆี คิดในทางบวก เราจึงมองเห็นความสามารถและสิ่งดี ๆ ของเพื่อน ถ้าเรานำแนวทางนี้ไปใช้ในการดูแลผู้ป่วยเบาหวานด้วย เราคงจะค้นพบศักยภาพที่มีอยู่มากมายในตัวของผู้ป่วยแต่ละคน ดิฉันเชื่อว่าพวกเราคงจะไปปรับเปลี่ยนให้ผู้ป่วยทำอย่างนั้นอย่างนี้ไม่ได้ แต่เราน่าจะทำหน้าที่เป็น "คุณอำนวย" ให้ผู้ป่วยได้เรียนรู้และปรับเปลี่ยนตนเอง เพื่อควบคุมเบาหวาน

ไม่ทราบว่าสมาชิกมีความคิดเห็นอย่างไรบ้าง

วัลลา ตันตโยทัย
๓๐ พฤษภาคม ๒๕๔๘

Friday, May 27, 2005

ประโยชน์ของเรื่องเล่า

เมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๔๘ ดิฉันได้รับ e-mail จาก ผศ.วิภาวรรณ ชะอุ่ม เพ็ญสุขสันต์ ซึ่งเป็นอาจารย์พยาบาลและเป็นรองผู้อำนวยการศูนย์บริการการศึกษา อยู่ที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช อาจารย์วิภาวรรณได้เข้าไปเยี่ยม Blog ของเรา อ่านทุกตอนแล้วชอบ "เรื่องเล่า" ที่คุณธวัช หมัดเต๊ะ ได้ post ไว้ตั้งแต่ช่วงก่อนการจัดตลาดนัดความรู้ฯ อาจารย์วิภาวรรณมีข้อเสนอแนะมาดังนี้


วิภาวรรณ.....เข้าไปอ่านแล้วค่ะ รู้สึกดีมากๆ ชอบตรงประสบการณ์จริงของทั้งผู้ป่วยและพยาบาลที่ได้ดูแลผู้ป่วย แล้วนำมาเล่าถ่ายทอดให้คนอ่านได้รับรู้
ไม่แน่ใจค่ะว่าถ้าเราทำ

๑. เมนูสำหรับพยาบาลใหม่ๆ (โดยเฉพาะ) ที่เพิ่งจะเข้ามารับหน้าที่ดูแลผู้ป่วย โดยเป็นทั้งการให้ความรู้ที่ update, การ share ประสบการณ์การดูแลผู้ป่วยทั้งในรพ./ชุมชน ระหว่างพี่-น้องพยาบาล, เปิดโอกาสให้ตั้งคำถาม/ปัญหาในการจัดการกับโรค/อาการ ฯลฯ


๒. Link ความรู้เรื่องโรคเบาหวาน การจัดการกับภาวะแทรกซ้อน การบริหารยา ฯลฯ เพื่อความสะดวก แบบว่าเข้ามาที่นี่ที่เดียวแต่ได้ทุกอย่างที่ต้องการเกี่ยวกับโรคเบาหวาน


๓. แบบประเมินสำหรับคนทั่วๆ ไป เพื่อสามารถประเมินภาวะเสี่ยงของตนเองต่อการเป็นโรคเบาหวาน การดูแลตนเองเพื่อป้องกันการเกิดโรคเบาหวาน

ตอนนี้ยังไม่รู้เรื่อง blog... แต่รู้สึกว่าน่าจะดีนะคะ ถ้าได้เรียนรู้ เห็นอาจารย์บอกว่าไม่ยาก


สมาชิกมีความคิดเห็นต่อข้อเสนอแนะนี้อย่างไรบ้างคะ ดิฉันได้เจอะเจอเพื่อนๆ ที่ทำงานดูแลผู้ป่วยเบาหวาน บอกว่าได้เข้าไปเยี่ยม Blog ชอบอ่านบทความที่เขียนแต่ไม่ได้ comment จริงๆ อยากให้ comment เข้ามาหรือส่งบทความ ข้อคิดเห็นมาลงด้วยยิ่งดีค่ะ

ขณะนี้ทีมงานได้ส่งจดหมายแจ้งข่าวคราวไปยังสมาชิกทุกท่านแล้วนะคะ คงจะได้รับจดหมายกันภายใน ๒-๓ วันนี้ ในจดหมายได้สอบถามสมาชิกด้วยว่าเราจะมีวิธีการติดต่อสื่อสารกันอย่างไรดี เพื่อให้ทั่วถึงและมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โต้ตอบกันได้ อย่าลืมตอบกลับด้วยนะคะ

วัลลา ตันตโยทัย
๒๗ พฤษภาคม ๒๕๔๘

Thursday, May 26, 2005

การเล่าเรื่อง (Storytelling)


ในการจัด ตลาดนัดความรู้การดูแลผู้ป่วยเบาหวาน ที่ผ่านมา เราใช้การเล่าเรื่อง (storytelling) เป็นเครื่องมือในการถ่ายโอนหรือส่งผ่าน (transfer) ความรู้ การเล่าเรื่องเพื่อให้ตนเองและผู้อื่นสามารถค้นหาได้ว่ามีความรู้อะไรบ้าง
ที่อยู่ในความสำเร็จนั้น ต้องมีวิธีการและขั้นตอน ซึ่งพวกเราหลายคนอาจไม่รู้มาก่อน ตอนจัดงานจึงมีสมาชิกบางคนบอกกับคุณธวัช หมัดเต๊ะ วิทยากรของเราว่าไม่ทราบว่าต้องเล่าเรื่องแบบนี้ จึงส่งเป็นข้อมูลโครงการมาให้ ดิฉันเองก็ไม่มีความรู้เรื่องการเล่าเรื่องมาก่อนเช่นกัน ถ้าเรามีความรู้พอคงเล่าเรื่องได้ดีกว่าเดิมนะคะ


ดิฉันติดตามอ่านข้อเขียนของศาสตราจารย์นายแพทย์วิจารณ์ พานิช ใน http://blog-for-thai-km.blogspot.com เป็นประจำ เมื่อวันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๔๘ อาจารย์ได้เขียนเรื่อง วิธีสังเคราะห์ขุมความรู้เป็นแก่นความรู้ อาจารย์ได้กล่าวถึงการเล่าเรื่อง ซึ่งเมื่ออ่านแล้ว (และเราเคยมีประสบการณ์มาบ้าง) จะเข้าใจได้ชัดเจนมาก ดิฉันขออนุญาตนำเนื้อหาที่อาจารย์เขียนบางส่วนมาลงไว้ ณ ที่นี้ด้วย หากสมาชิกท่านใดต้องการทราบรายละเอียดทั้งหมด ขอเชิญเข้าไปเยี่ยม blog ของอาจารย์วิจารณ์นะคะ ถ้าสมาชิกติดตามอย่างสม่ำเสมอแล้วจะมีความรู้และเข้าใจเรื่อง
ของการจัดการความรู้มากขึ้นค่ะ



DM network_108การเล่าเรื่อง (
storytelling)

เป้าหมายสำคัญที่สุดของการเล่าเรื่อง คือให้ผู้มีความรู้จากการปฏิบัติ ปลดปล่อยความรู้ที่ซ่อนอยู่ในส่วนลึกของหัวใจ (ความเชื่อ) ในส่วนลึกของสมอง (ความคิด) และในส่วนลึกของร่างกาย (การปฏิบัติ) ออกมาเป็นคำพูด และหน้าตาท่าทาง (non-verbal communication) การปล่อยความรู้จากการปฏิบัตินี้ ผู้ปล่อยจะอยู่ในสภาพที่มีทั้งจิตใต้สำนึกและจิตสำนึก (subconscious & conscious) ย้ำว่าเรามีเป้าหมายให้เกิดการสื่อสารทั้งโดยใช้จิตสำนึกและจิตใต้สำนึก ดังนั้นถ้าฝึกปฏิบัติจนมีความชำนาญ การเล่าเรื่องจะปลดปล่อยความรู้ออกมาอย่างทรงพลังอย่างไม่น่าเชื่อ


วิธีการและขั้นตอนของการเล่าเรื่องมีดังต่อไปนี้

๑. กำหนด หัวปลาให้ชัด ซึ่งหมายถึงเป้าหมายของการประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ดังตัวอย่างการประชุมในตลาดนัดความรู้ของชาวนา จ.พิจิตร เมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๔๗ หัวปลา คือการทำนาแบบธรรมชาติ ไม่ใช้สารเคมี

๒. กำหนดให้กลุ่มเป็นกลุ่มเล็ก ไม่เกิน ๑๐ คน เพื่อให้มีความรู้สึกใกล้ชิด เป็นกันเอง ไม่เป็นทางการ สร้างความรู้สึกเป็นอิสระได้ง่าย ความรู้สึกแบบนี้เอื้อต่อการเล่าเรื่องอย่างมีพลัง ทำให้ความรู้ฝังลึกและซ่อนอยู่มิดชิดจนตัวเองก็ไม่รู้ว่าตนรู้ ถูกปลดปล่อยออกมาได้ง่ายขึ้น

๓. สมาชิกกลุ่มเป็น ตัวจริงซึ่งหมายความว่า เป็นผู้ปฏิบัติงานเพื่อการบรรลุ หัวปลาที่ตกลงกัน ด้วยตนเอง

๔. ถ้าเป็นไปได้ จัดแบ่งกลุ่มให้สมาชิกกลุ่มประกอบด้วยคนที่มีความแตกต่างกัน เช่นคิดต่างกัน ทำงานต่างหน่วยงาน อยู่คนละอำเภอ เรียนหนังสือคนละสาขา เป็นต้น เนื่องจากในการประชุมกลุ่มนี้เราต้องการใช้พลังของความแตกต่างหลากหลาย

๕. มีการเลือกหรือแต่งตั้ง ประธานกลุ่ม ทำหน้าที่ดำเนินการประชุมและสรุปประเด็นเป็นระยะๆ และเลือกเลขานุการกลุ่ม ทำหน้าที่จดประเด็นและบันทึกขุมความรู้ (Knowledge Assets) เพื่อการบรรลุหัวปลา

๖. สมาชิกกลุ่มเล่าเรื่องเกี่ยวกับความสำเร็จของตนตาม หัวปลา

๗. สมาชิกกลุ่มคนอื่นๆ ช่วยกัน สกัดหรือ ถอดความรู้เพื่อการบรรลุหัวปลาออกมา และให้เลขานุการกลุ่มเขียนขึ้นกระดาน flip chart ให้ได้เห็นทั่วกัน และแก้ไขตกแต่งได้ง่าย

๘. มี "คุณอำนวย" (Group Facilitator) ทำหน้าที่ช่วยเหลือให้การประชุมราบรื่น สร้างบรรยากาศของความชื่นชม ความคิดเชิงบวก การซักถามด้วยความชื่นชม (Appreciative Inquiry) ให้สมาชิกกลุ่มได้หมุนเวียนกันเล่าเรื่องถ้วนหน้ากัน ไม่มีคนใดคนหนึ่งผูกขาดการพูด คอยช่วยตั้งคำถาม "ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น" "คิดอย่างไรจึงทำเช่นนั้น" เพื่อช่วยให้ "ความรู้เพื่อการปฏิบัติ" ถูกปลดปล่อยออกมาและคอยกระตุ้นให้สมาชิกกลุ่มช่วยกัน "สกัด" หรือ "ถอด" ความรู้เพื่อการบรรลุหัวปลาออกมาและมีผู้บันทึกไว้

๙. การเล่าเรื่อง ให้เล่าเพียงประเด็นเดียวต่อหนึ่งเรื่องและเล่าสั้นๆ เล่าตามความเป็นจริง ไม่ตีไข่ใส่สี เล่าให้เห็นตัวคนหรือตัวละคร เห็นพฤติกรรมหรือการกระทำ เห็นความคิดหรือความเชื่อที่อยู่เบื้องหลัง เล่าให้เห็นชีวิตและความสัมพันธ์ที่อยู่ในเรื่อง เล่าให้มีชีวิตชีวา เห็นภาพพจน์ เห็นสภาพแวดล้อมหรือบริบทของเรื่อง

๑๐. ในการเล่าเรื่องต้องเล่าแบบให้ข้อมูลดิบ ที่ไม่ผ่านการตีความของผู้เล่า คือเล่าเหตุการณ์ ไม่ใช่เล่าความเข้าใจของผู้เล่าที่ได้จากเหตุการณ์ ไม่ใช่เล่าการตีความของผู้เล่า ถือว่าเรื่องเล่าเป็นข้อมูลดิบสำหรับให้สมาชิกกลุ่มผลัดกันตีความ เพื่อดึง ความรู้เพื่อการบรรลุหัวปลาออกมา


จากข้อเขียนของอาจารย์วิจารณ์ข้างต้น จะเห็นได้ว่าการเล่าเรื่องนั้น ถ้าจะเล่าให้ดี ให้เป็น
เรื่องเล่าเร้าพลัง ต้องทำความเข้าใจและต้องมีการฝึกฝน สมาชิกท่านใดคิดว่าที่ผ่านมายังเล่าเรื่อง ผลงานเด่น ด้านการดูแลผู้ป่วยเบาหวานของตนเองไม่ได้ดี เขียนเล่ามาใหม่ดีมั๊ยคะ เราจะลงเรื่องเล่าของท่านใน blog นี้ เพื่อเผยแพร่ให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันต่อไปค่ะ


วัลลา ตันตโยทัย
๒๖ พฤษภาคม ๒๕๔๘

Wednesday, May 25, 2005

Breakthrough in Diabetes Treatment

exercise

เมื่อวันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๔๘ ศาสตราจารย์นายแพทย์วิจารณ์ พานิช กรุณาแนะนำให้ไปอ่านบทบรรณาธิการของ The Nation ฉบับวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๔๘ บอกว่าเขียนได้ดีมาก ดิฉันค้นจาก http://www.nationmultimedia.com พบบทบรรณาธิการนี้ชื่อ Breakthrough in diabetes treatment ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความเป็นจริงในการรักษาผู้ป่วยเบาหวาน ว่าแม้วิทยาศาสตร์การแพทย์จะเจริญก้าวหน้าเพียงใด จะมีวิธีการรักษาใหม่ๆ ออกมาอย่างไร แต่ก็สู้ไม่ได้กับ “healthy lifestyle” โดยเฉพาะในเรื่องอาหารและการออกกำลังกาย ดิฉันได้คัดลอกบทบรรณาธิการนี้มาลงไว้ด้วยแล้ว ดิฉันเคยอ่านบทความของ Zimmet และคณะ (๒๐๐๓) ซึ่งกล่าวถึงงานวิจัยเชิงทดลองทั้งในสหรัฐอเมริกา ฟินแลนด์ จีน ก็ยืนยันเช่นกันว่าการปรับเปลี่ยนแบบแผนชีวิตของผู้ที่มี IGT สามารถลดโอกาสเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ ๒ ได้มากกว่าการใช้ยา (Zimmet P, Shaw J, Alberti KG. Preventing type 2 diabetes and the dysmetabolic syndrome in the real world: a realistic view. Diabetic Medicine 2003; 20: 693-702.)
ข้อมูลข้างต้นเป็นของต่างประเทศ สมาชิกท่านใดรู้ข้อมูลของไทยหรือมีผลงานในการช่วยให้ผู้ที่มีความเสี่ยงหรือ
ผู้ที่เป็นเบาหวานแล้วปรับเปลี่ยนแบบแผนชีวิตได้สำเร็จ เชิญเล่าให้พวกเรารู้บ้าง ดิฉันยังประทับใจเรื่องเล่าของโรงพยาบาลระโนด (ถ้าจำไม่ผิด) ในงานตลาดนัดความรู้ฯ ที่ผู้ป่วยด้วยกันหาทางให้เพื่อนออกกำลัง โดยวิ่งคนละ ๑ กิโลเมตรแล้วมาพบกันพอดี วิ่งไป-วิ่งกลับก็ได้คนละ ๒ กิโลเมตรแล้ว นับเป็นกุศโลบายที่น่าชื่นชมนะคะ

วัลลา ตันตโยทัย
๒๕ พฤษภาคม ๒๕๔๘

The Nation

EDITORIAL: Breakthrough in diabetes treatment

Published on May 21, 2005


Medical science extends new hope for sufferers, but doctors emphasise that nothing still beats a healthy lifestyle

Treatment for a chronic condition is never particularly pleasant. But the course of medication required by sufferers of diabetes is more onerous than most, necessitating daily injections of insulin.

The patient must either have his or her own supply of the hormone and hypodermic needles or never stray too far from an injecting centre. To skip treatment too often is to risk early death from stroke, heart attack or kidney failure, as well as blindness and loss of limb.

Recent years have seen a number of advancements in the treatment of diabetes, the most recent coming earlier this week from different parts of the world – America and Australia.

In the United States, scientists said they had been able to encourage adult liver cells to produce insulin – normally the role of islet cells in the pancreas. The breakthrough holds much promise, because people with diabetes have been cured in the past with transplants of islet cells. The problem is that donor islet cells are scarce, and so Wednesday’s announcement raises the possibility of using a person’s own liver cells instead of waiting for a hard-to-come-by cadaver donor, as well as negating the need for lifelong immune suppression.

The doctors were at pains to say a treatment based on such tissue-engineering is still a long way off. It would also no doubt be very expensive, at least initially.

The news from Australia was perhaps more encouraging and definitely much more low tech. In what it claimed was a world first, a Sydney hospital reported that it had managed to reverse the severity of type-2 diabetes, the most common form, in obese patients through exercise rather than medication.

The research team from Concord Hospital’s Department of Endocrinology and Metabolism said they found that 330 minutes of exercise a week, supervised by doctors, lowered blood pressure and cholesterol levels to normal levels in sufferers.

More importantly, it led to a level of blood-glucose control equivalent to starting insulin therapy. The patients participating in the trial saw their medication cut by half on average; some, however, managed to stop insulin therapy and other medication altogether.

The implications of such findings aren’t small. At least 177 million people worldwide suffer from diabetes; a figure that is likely to more than double by 2030. Of the current sufferers, around 4 million will die this year because of complications related to the disease.

The economic costs are substantial too, accounting for 2.5 per cent to 15 per cent of national healthcare budgets, depending on local diabetes prevalence and the sophistication of the treatments available. And the costs from lost production may be as much as five times the direct healthcare costs.

In the past, type-2 diabetes was considered a rich-country “lifestyle” disease, because it invariably struck elderly, overweight and inactive people in the West. That is no longer the case. Three of the top four countries for the disease now are developing nations: India, China and Indonesia.

To combat diabetes effectively, public-health officials must come up with a comprehensive plan of action to tackle the obesity epidemic, which contributes to the rising trend of diabetes and other degenerative diseases. The causes of the obesity epidemic are manifold, starting with our genetic make-up – we are programmed to like calorie-rich foods – and include economic development, higher incomes, shifting diets, globalisation and a range of changes in the nature of work and leisure.

In the past, there was a tendency to treat obesity as an issue of individual responsibility. Only recently have developing countries, including Thailand, acknowledged the role of public policy in the fight against the epidemic.

The increase in type-2 diabetes in developing countries is particularly worrisome because the traditional ways of treating diabetes are so costly that the spread of the disease has the potential to overwhelm healthcare services in developing countries. The news then that something as simple as an exercise regimen could replace insulin injections is extremely encouraging.

It should also underscore what we are told on an almost daily basis by doctors: get back to a healthy diet and exercise regularly. There is simply no alternative for it.

Our modern world spawns modern ailments and modern treatments alike. But no fancy pill, no cutting-edge surgery, no genetic breakthrough can compete with living a healthy lifestyle.

Tuesday, May 24, 2005

รายชื่อสมาชิก (ต่อ)

ทีมงานขอนำเสนอรายชื่อสมาชิกเพิ่มเติมจากเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2548 จำนวน 7 ทีม ดังนี้
Image5
Image_papak
Image_sako
Image_maha
Image4
Image_rayo
Image_rano
วัลลา ตันตโยทัย และ สุภาพรรณ ตันติภาสวศิน
24 พฤษภาคม 2548

Friday, May 20, 2005

กิจกรรมของเครือข่าย

ดร.วัลลา  ตันตโยทัย เราจะมีกิจกรรมอะไรบ้าง

กลับจากการจัด “ตลาดนัดความรู้การดูแลผู้ป่วยเบาหวาน” ทีมงานอิ่มเอมกับความสำเร็จและคำชมเชยที่ได้รับทั้งจาก
ศาสตราจารย์นายแพทย์วิจารณ์ พานิช และ “พ่อค้า-แม่ค้า”
ที่มาร่วมงาน ต้องขอบคุณทุกท่านที่ให้กำลังใจ
จริงๆ แล้วการจัดงานครั้งนี้ยังมีหลายสิ่งที่เราคิดว่าน่าจะทำให้ดีขึ้นได้อีก เราจึงรีบทบทวนและสรุปผลการจัดงาน บันทึกสิ่งที่ดีและสิ่งที่ควรปรับปรุงเก็บไว้เพื่อนำมาแก้ไขในครั้งถัดไป

เราอยากรักษาบรรยากาศดีๆ ที่สมาชิกมีความกระตือรือร้น สนใจใคร่เรียนรู้จากกันและกันเอาไว้ จึงรีบนัดหมายคุณธวัช หมัดเต๊ะ ขอไปเรียนวิธีการใช้ Weblog เพื่อให้เป็นช่องทางที่สมาชิกสามารถใช้ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้
ดิฉันและคุณสุภาพรรณ ตันติภาสวศิน ไปพบคุณธวัชที่ สคส. ในเช้าวันจันทร์ที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๔๘ คุณธวัชสาธิตการเอาข้อความและรูปภาพขึ้น Blog เราจดบันทึกขั้นตอนต่างๆ ทบทวนกันให้แน่ใจ แต่ไม่มีเวลาสาธิตกลับ ตอนบ่ายวันนั้นเราเอาสิ่งที่ได้เรียนรู้มา share กับเพื่อนร่วมงานที่โรงพยาบาลเทพธารินทร์
อีก ๒ คน ทุกคนตื่นเต้นและทดลองเป็น Blogger สร้าง Blog ของตนเอง ใช้เวลาทดลองทำจนมั่นใจระดับหนึ่งแล้วจึงเริ่ม post ขึ้น http://dmcop.blogspot.com สัปดาห์นี้เอง ยังเป็นมือใหม่หัดขับอยู่ค่ะ
ดิฉันอ่านบทความพิเศษของคุณกรกฎ เชาวะวณิช เรื่อง “หัดอ่าน Blog ด้วย Bloglines” ที่ลงในถักทอสายใยแห่งความรู้ ฉบับที่ ๑๑ เดือนมีนาคม-เมษายน ๒๕๔๘ (เล่มที่ทุกท่านได้รับแจก) ทำตามวิธีที่แนะนำเพื่อรวบรวม Blog ทั้งหมดที่เราอ่านไว้ที่เดียวกัน ไม่ต้องเปิดหลายที่ สมาชิกทุกท่านทดลองใช้ดูนะคะ ไม่ยากเลย

ดิฉันกำลังเขียนโครงการ “เครือข่ายจัดการความรู้การดูแลผู้ป่วยเบาหวาน” เพื่อขอรับทุนสนับสนุนการดำเนินการจากมูลนิธิเพื่อพัฒนาการบริบาลผู้ป่วยเบาหวาน คิดแผนกิจกรรมของเครือข่ายฯ โดยรวบรวมจาก Passion plan ที่สมาชิกเสนอไว้ด้วย แผนที่คิดไว้คร่าวๆ มีดังนี้
- การจัดประชุมพบปะเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันอย่างน้อยปีละครั้ง
- การสนับสนุนค่าใช้จ่ายสำหรับสมาชิกในการเรียนรู้เพิ่มเติม เช่น การศึกษาดูงานจากเพื่อนภายในหรือภายนอกเครือข่าย การเข้าฝึกอบรม-ประชุม ฯลฯ เราอาจมีการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการหรืออบรมให้สมาชิก เพื่อพัฒนาทักษะที่จำเป็น ทั้งในเรื่องของการจัดการความรู้และในเรื่องของการดูแลผู้ป่วยเบาหวาน
- การสนับสนุนรางวัลสำหรับสมาชิกที่มีผลงานเด่น (ยังคิดไม่ตกว่าควรให้กี่รางวัล บ่อยแค่ไหน จำนวนเท่าไหร่)
- การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารของสมาชิกทั้งทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์และสื่อสิ่งพิมพ์ (อนาคตเครือข่ายฯ อาจมีจดหมายข่าวบ้างก็ได้)
- เรื่องอื่นๆ ตามที่สมาชิกร้องขอ
สมาชิกท่านใดคิดกิจกรรมอะไรได้อีก ช่วยเสนอเข้ามาด้วยนะคะ

วัลลา ตันตโยทัย vallatan@theptarin.com
๒๐ พฤษภาคม ๒๕๔๘

รายชื่อสมาชิก

ในวันนี้ทีมงานขอนำรายชื่อบุคลากรจากโรงพยาบาลและหน่วยบริการสุขภาพที่เข้าร่วมกิจกรรม "ตลาดนัดความรู้การดูแลผู้ป่วยเบาหวาน" บางส่วนมาย้ำอีกครั้ง โดยจะทยอยนำเสนอเรียงจากภาคเหนือ, ภาคกลาง, ภาคตะวันออก, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ ตามลำดับ ถือว่าทุกท่านได้เป็นสมาชิกเครือข่ายจัดการความรู้การดูแลผู้ป่วยเบาหวานแล้ว ถ้าข้อมูลใดไม่ถูกต้อง รบกวนสมาชิกช่วยแจ้งกลับหรือเพิ่มเติมในส่วนที่ไม่ครบถ้วนให้ด้วย

Image_put
Image_somd
Image_thep
Image7
Image_memo
Image_rama
วัลลา ตันตโยทัย และ สุภาพรรณ ตันติภาสวศิน
20 พฤษภาคม 2548

Wednesday, May 18, 2005

DM KM Passion Plan 3

DM network_176

ตลาดนัดความรู้การดูแลผู้ป่วยเบาหวาน
Passion Plan (ตอนที่ 3)


ผู้เข้าร่วมกิจกรรมแสดงความเห็นต่อคำถามที่ว่า "ต้องการพัฒนาทักษะอะไรบ้างเพื่อทำให้ Passion Plan ส่วนที่ 1 และ 2 ประสบความสำเร็จ"
  1. ทักษะของ Facilitator ที่ดี ได้แก่ ทักษะในการติดต่อสื่อสาร เช่น ทักษะการฟัง ทักษะในการพูดจา การถาม การจดบันทึก การเล่าเรื่อง การสังเกต การวิเคราะห์ และ การสังเคราะห์
  2. ทักษะของการเป็นผู้ให้คำปรึกษา
  3. ทักษะการให้ความรู้ผ่านสื่อต่าง ๆ เช่น การใช้ internet หรือ การจัด website
  4. ทักษะในการประเมินธารปัญญา
  5. ทักษะในการพัฒนา และปรับเปลี่ยนทัศนคติของเจ้าหน้าที่ และผู้ป่วยในการให้ความร่วมมือในการดูแลตนเอง ครอบครัว และสังคม
  6. ทักษะในการแสวงหา และการจัดการความรู้ใหม่ ๆ ตลอดเวลา
  7. ควรมีการพัฒนาทักษะการมีส่วนร่วมของทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง
  8. ทักษะการเป็นผู้นำ
  9. พัฒนาอบรมเจ้าหน้าที่ให้มีความรู้ และทีมงานให้มีความแข็งแกร่ง
  10. ทักษะในการใช้กระบวนการกลุ่ม
  11. วิธีคิดแบบนอกกรอบ
  12. ใช้การเรียนรู้ และการแลกเปลี่ยนความรู้ภายในเครือข่าย
  13. มีการพัฒนาความรู้ทางวิชาการให้ทันสมัยอยู่เสมอ
  14. มีการนำทักษะต่าง ๆ ที่ได้รับการอบรมไปทดลองใช้ และฝึกปฏิบัติจริง ๆ
  15. ทักษะการพัฒนาบุคลิกภาพ
  16. ทักษะการดูแลผู้ป่วยเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน เช่น การดูแลเท้า, การป้องกันอาการ Hypoglycemia Shock
  17. ทักษะการพัฒนางานโดยใช้กระบวนการหรือองค์ความรู้ต่าง ๆ เช่น Action Research
  18. การศึกษาดูงาน
  19. การบริหารจัดการระบบ
  20. ทักษะในกระบวนการทำ KM ซ้ำ เนื่องจากบางครั้งยังไม่เกิดความมั่นใจ

วัลลา ตันตโยทัย และ สุภาพรรณ ตันติภาสวศิน

Tuesday, May 17, 2005

DM KM Passion Plan 2

DM network_145
ตลาดนัดความรู้การดูแลผู้ป่วยเบาหวาน
Passion Plan (ตอนที่ 2)



ทำอย่างไรจึงจะเกิดเครือข่าย DM ?

การเกิดเครือข่ายทำได้ด้วยกัน 3 กลุ่มคือ
1. ทีมดูแลผู้ป่วยเบาหวาน
* สร้างกลุ่ม มี Benchmarking เพื่อเสริมจุดอ่อน สร้างจุดแข็งให้เกิดขึ้น

* มีการติดตามหลังการพัฒนาเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง หมุนเวียนกันเป็นเจ้าภาพโครงการ

* นำเอา KM ไปปฏิบัติแล้วเล่าสู่กันฟังในกลุ่มสมาชิก

* จัดทำการแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน ในระยะแรกอาจจะเป็นทุกเดือน ทุก 6 เดือน หรืออย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

* มีการทบทวนและติดตามการดำเนินงานเป็นประจำของผู้ที่ร่วมในเครือข่าย

* จัดทำโครงการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากผลของกิจกรรมนี้ เช่น จัดทำโครงการพี่เลี้ยง-ผู้พร้อมให้-ผู้ใฝ่รู้

* จัดทำทะเบียนของทีมที่มีรายละเอียดของความเข้มแข็งของประเด็นต่าง ๆ เพื่อให้สามารถนำมาใช้เป็นแหล่งข้อมูลของเครือข่ายได้

* กำหนดระบบทบทวนให้มีการดูแลจากเป้าหมายหลักที่ 1, 2, 3… เพื่อรองรับเครือข่ายของระบบ


2. กลุ่มผู้ป่วย และครอบครัว
* สนับสนุนการจัดกิจกรรมของผู้ป่วย โดยไม่เน้นเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยที่รักษาในโรงพยาบาล

* เครือข่ายที่มีอยู่แล้ว จะขยายให้ครอบคลุมมากขึ้นโดย Empowerment ญาติ และผู้ป่วย ให้เป็นแกนในการขยายเครือข่ายต่อ

3. ชุมชน
* สร้างเว็บไซด์ร่วมกับองค์กรเอกชน

* มีการทำบทความลงสื่อให้ความรู้

* สร้างหลักสูตร และพัฒนาผู้ให้ความรู้โรคเบาหวาน

* มีการสนับสนุนทรัพยากรด้านต่าง ๆ เช่น บุคลากร งบประมาณ จากหน่วยงานสาธารณสุข และองค์กรท้องถิ่น

* เครือข่ายเบาหวานจะเกิดได้ต้องมาจากการมีส่วนร่วมของชุมชน เช่น อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) อบต. เทศบาล ผู้นำชุมชน เป็นต้น ร่วมกันค้นหา ส่งเสริมสุขภาพ สนับสนุนให้เกิดกลุ่ม ชมรม และเครือข่าย

* จัดให้มีศูนย์กลางเครือข่าย และผู้ประสานงานเครือข่าย

* มีระบบที่เอื้ออำนวยต่อการติดต่อสื่อสาร เช่น การใช้เว็บไซด์, จดหมายข่ายทาง E-mail หรือจัดให้มีการประชุม

* ขยายความคิดการดูแลผู้ป่วยเบาหวานในชุมชนให้แก่ PCU เครือข่าย และสนับสนุนให้ PCU เครือข่ายมีศักยภาพมากขึ้น มีแนวร่วมในการทำงานเชิงป้องกันมากขึ้น

* การเขียนคอลัมน์ต่าง ๆ ของประชาชนจะเผยแพร่ให้ทราบเรื่องเครือข่ายของเบาหวาน เป็นวิธีการเคลื่อนไหวทางสังคมอีกวิธีหนึ่ง

* นำเสนอผลงานน่าสนใจในเวทีวิชาการต่าง ๆ เช่น ประชุมสมาคมผู้ให้ความรู้ผู้เป็นเบาหวาน, Primary Care Forum 16-17 มิ.ย. 48 หรือ HA Forum

วัลลา ตันตโยทัย และ สุภาพรรณ ตันติภาสวศิน
17 พ.ค. 48

Monday, May 16, 2005

DM KM Passion Plan 1

DM network_108DM network_104
ตลาดนัดความรู้การดูแลผู้ป่วยเบาหวาน
Passion Plan (ตอนที่ 1)


การจัดตลาดนัดความรู้การดูแลผู้ป่วยเบาหวาน ระหว่างวันที่ 30 เมษายน 2548 – 1 พฤษภาคม 2548 ที่โรมแรม เดอะรอยัลเจมส์ลอดจ์ 2000 ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี และบรรลุ (เกิน) เป้าหมายที่ตั้งไว้ นับเป็นจุดเริ่มต้นของ “เครือข่ายจัดการความรู้การดูแลผู้ป่วยเบาหวาน”

ศาสตราจารย์นายแพทย์วิจารณ์ พานิชได้บันทึกเรื่องราวครั้งนี้ไว้ที่ http://blog-for-thai-km.blogspot.com/ เชิญสมาชิกเข้าไปอ่านรายละเอียดได้ ทีมงานได้รวบรวม Passion Plan ของสมาชิกเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงขอนำเสนอตอนที่ 1

แต่ละโรงพยาบาลคิดว่าจะนำสิ่งที่ได้จากเวทีนี้ ไปสู่การปฏิบัติจริงใน โรงพยาบาลได้อย่างไร ?
DM network_130DM network_127
* นำแนวคิดและกระบวนการไปใช้กับทีมให้บริการสุขภาพในโรงพยาบาลเพื่อพัฒนาการดูแลผู้ป่วย

* ใช้ในกระบวนการ DSME กับผู้เป็นเบาหวาน และครอบครัวที่มาใช้บริการได้

* จะนำไปพัฒนาและส่งเสริมการปรับทัศนคติของเจ้าหน้าที่ในการดูแล ผู้ป่วยเบาหวานให้ดีขึ้น

* นำประเด็นความสำเร็จของหน่วยงาน หรือเครือข่ายอื่น ๆ ไปประยุกต์ใช้กับหน่วยงานของตนเอง

* พัฒนาทีมตั้งแต่หัวหน้าโรงพยาบาลจนถึงระดับ PCU ให้เห็นแนวทางการดูแลผู้ป่วยเบาหวานให้ครอบคลุมมากขึ้น

* จะชักชวนพยาบาลที่ทำงานเกี่ยวข้องกับผู้ป่วยเบาหวานมาจัดคณะทำงานเพื่อดูแล ผู้ป่วยเบาหวาน เพื่อเป็นเวทีในการเรียนรู้แลกเปลี่ยนระหว่างนักปฏิบัติในโรงพยาบาล และนำความรู้ขึ้นเว็บไซด์ ซึ่งคิดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ปฏิบัติงานมาก

* เผยแพร่แนวคิด และกระบวนการของการจัดการความรู้ (KM) ให้กับแต่ละหน่วยงานในโรงพยาบาล เพื่อพัฒนาระบบการทำงาน เพื่อให้ทราบทิศทางของการพัฒนา รวมทั้งการกำหนดกลไกของการพัฒนา การประเมินความก้าวหน้าของงาน

* นำกระบวนการไปใช้ในการค้นหาปัญหา-อุปสรรคจากการปฏิบัติเพื่อวางแผนการให้บริการ

* นำความรู้ที่ได้จากโรงพยาบาลอื่น ๆ ไปพัฒนาในส่วนขาดของตนเอง

* คิดว่าจะนำไปทดลองทำในกลุ่มย่อยในหน่วยงานก่อน เช่น กลุ่มทำงานดูแลผู้ป่วย เบาหวาน หรือแผนกผู้ป่วยนอก เพื่อทบทวนความรู้หรือสิ่งที่ปฏิบัติต่อผู้รับบริการ เพื่อนำไปสู่การสร้างเกณฑ์หรือเป้าหมายที่จะสามารถปฏิบัติได้

* ปรับปรุงการดูแลผู้ป่วยให้ครอบคลุม มีการประเมินผู้ป่วยในคลินิก และผู้ป่วยแต่ละคนมากขึ้น

* ระดมความคิดและแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้ป่วย และผู้เกี่ยวข้องในชุมชน ในการดูแลรักษาผู้ป่วยและส่งเสริมสุขภาพชุมชน

* ให้เครือข่ายชุมชนที่รับผิดชอบมาสร้างเป็นเครือข่ายการเรียนรู้ แทนที่จะเป็นแนวคิดและสั่งการจากระดับบริหาร หรือกลุ่มวิชาชีพ

วัลลา ตันตโยทัย และ สุภาพรรณ ตันติภาสวศิน

16 พฤษภาคม 2548