DM CoP

Friday, April 22, 2005

เรื่อง ความผูกพันที่ยั่งยืน

10 เดือนที่ผ่านมาที่ดิฉันมีผู้ป่วยเบาหวานเป็นของตนเอง ก็คือมีผู้ป่วยเบาหวานที่ต้องรับผิดชอบประมาณ 250 คน ที่ต้องให้การดูแลทุกเรื่อง ทุกอย่าง ตั้งแต่กาย ( ศีรษะจรดเท้า ) ใจ สังคม จิตวิญาณ บริการทั้งเชิงรุก และเชิงรับ ในเชิงรับจะมีคลินิกเบาหวาน ดูแลผู้ป่วยกลุ่มละประมาณ 50-60 คน มี 4 กลุ่ม แยกตัวออกมาทำกิจกรรมอีกห้องหนึ่ง ในการทำงานครั้งแรกยอมรับว่าเหนื่อยมาก เวลาพูดอะไรเกี่ยวกับเบาหวานผู้ป่วยไม่ยอมรับฟังเท่าที่ควร บางคนถ้าระดับน้ำตาลในเลือดสูงก็ไม่กระตือรือล้นที่จะลด รู้สึกท้อ ( แต่ไม่ถอย ) ดิฉันคิดในใจว่าต้องทำความรู้จักกับบุคคลเหล่านี้ให้มาก บางคนดิฉันจับมาทำหัวหน้ากลุ่มซะเลย ได้ผล หัวหน้ากลุ่มทุกคน ระดับน้ำตาลดีกว่าเดิม ในเทศกาลปีใหม่ก็จัดให้มีการมอบรางวัลสำหรับผู้ที่รักษาระดับน้ำตาลได้ดีติดต่อกันทุกเดือนและมาตรงนัด โดยมีการสะสมการ์ดที่มีคำอวยพรไว้ ปีนี้มอบไม้เกาหลังและนวดตัว ได้ไปประมาณ 25 คนและก็เป็นที่อิจฉาของใครอีกหลายคนที่ไม่ได้รางวัล ก็มีการประท้วงนิดหน่อยตรวจหลักฐานแล้วปรากฏว่าขาดนัด ต้องอธิบายกันยกใหญ่ และให้กำลังใจ เอาใหม่ปีหน้า
ในการดูแลผู้ป่วยเบาหวานในคลินิก หลังจากได้คลุกคลี ได้พูดคุย ( ทุกเรื่องทั้งมีสาระและไม่มีสาระ ) สร้างบรรยากาศเป็นกันเองและอีกอย่างดิฉันเป็นคนในพื้นที่ ก็ไม่ยากนักที่จะทำความรู้จักผู้ป่วยทุกคน แต่ก่อนยอมรับว่าตนเองเป็นคนจริงจังอะไรที่ไม่ได้อย่างที่เราคิดอย่างที่เราหวังจะรู้สึกหงุดหงิด โกรธ แต่พอได้มาสัมผัสความเป็นจริงของชีวิต ได้มาพูดคุยกับผู้ป่วยเบาหวานซึ่งส่วนมากเป็นผู้สูงอายุ หน้าตาซื่อๆ อาการเหล่านั้นก็หมดไปเหลือแต่ความสงบ อดทน เห็นใจ เข้าใจผู้ป่วย คอยชี้แนะไม่ซ้ำเติมให้ละอายและเสียใจ ไม่ดุ ไม่ด่า ( ทั้งที่อยากจะทำ ก็ดิฉันก็ยังเป็นมนุษย์คนหนึ่งนี่คะ )สรุปก็คือต้องดูแลแบบมัชฌิมาปฎิปาทา หรือทางสายกลางในการดูแลผู้ป่วยเบาหวานไม่ตึงหรือไม่หย่อนเกินไปก็น่าเป็นแนวทางในการปฎิบัติที่ดีที่สุด ดิฉันไม่แปลกใจเลยที่ทุกวันนี้ดิฉันไปไหนมาไหนผู้ป่วยร้องทักกันเกรียวกราว (พูดยังกะตัวเองเป็นดาราดัง ) ทั้งในตลาด ในหมู่บ้าน บางคนก็จะถามเกี่ยวกับอาหาร เรื่องยา จิปาถะ บางคนเจอหน้าเราก็จะบอกเพื่อนว่า” นี่ไงหมอประจำตัวเรา” ก็อดปลื้มไม่ได้ ไม่ได้ปลื้มตรงที่เขาว่าเราเป็นหมอนะ ปลื้มตรงที่เขาให้ความไว้วางใจเรา ผูกพันกับเรา ยิ่งวันไหนดิฉันติดธุระไม่สามารถมาทำคลินิกได้ จะให้พยาบาลคนอื่นทำแทน ก็จะถูกต่อว่า ว่าไม่มาดูแล ทอดทิ้ง ดิฉันต้องขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่ ( พูดเอาใจเราหรือเปล่าน้อ )
ในการให้บริการเชิงรุก ดิฉันจะออกเยี่ยมบ้านผู้ป่วยเบาหวาน พยายามที่จะออกเยี่ยมทุกคนเท่าที่จะทำได้เพื่อทำความรู้จักคุ้นเคย ผู้ป่วยให้มากยิ่งขึ้น มีรายหนึ่งชื่อยายทองใบ แกไม่เคยขาดนัด ทั้งที่ยายจะไม่ค่อยแข็งแรงต้องมีญาติพยุง แกก็เข้าร่วมกิจกรรมตลอด จู่ๆยายขาดนัด ดิฉันอดสงสัยไม่ได้จึงสอบถามเพื่อนในกลุ่มจึงทราบว่ายายแกผ่าตัดสมอง อาการหนัก แพทย์ให้กลับมานอนพักฟื้นที่บ้าน นอนรอวัน…….ดิฉันจึงออกเยี่ยมบ้านทันทีที่ทราบพอไปถึงญาติๆของยายเกิดอาการประหลาดใจ ระคนกับดีใจ ร้อยวัน พันปี ไม่เคยมี หมอมาเยี่ยมบ้าน ( ได้ยินเขากระซิบกัน ) ดิฉันจึงแนะนำตัวและแจ้งวัตถุประสงค์ในการเยี่ยมเพื่อไขข้อข้องใจ ให้คำปรึกษาในเรื่องต่างๆเพราะเป็นเรื่องใหม่ของสมาชิกในบ้านที่จะดูแลผู้ป่วยที่ไม่รู้สึกตัว ให้อาหารทางสายยาง มีสายสวนปัสสาวะ ต้องฉีดอินซูลินทุกวัน ดิฉันออกเยี่ยมเป็นระยะ วันที่แกเสียญาติยายโทรมาบอกดิฉันและปรึกษาเรื่องการที่เอาสายต่างๆออก ดิฉันเป็นคนติดต่อเจ้าหน้าที่ในเรื่องการแต่งศพยาย และดิฉันก็ไปงานศพ พร้อมเงินช่วยงานที่ได้จากกลุ่มเบาหวานให้ในนามกลุ่มเบาหวาน ญาติผู้ป่วยให้การต้อนรับเป็นอย่างดี ชื่นชมดิฉันให้คนในงานฟัง (รู้สึกเขินมาก) ดิฉันไม่ค่อยชอบคำชมเท่าไหร่หรอก แต่เขาให้มาก็น้อมรับ สิ่งที่อยากได้ก็คือใจเขา
แต่ก่อนดิฉันทำงานกับผู้ป่วยเบาหวานทำตามหน้าที่ แต่เดี๋ยวนี้ดิฉันมีความรู้สึกมากกว่านั้น ดิฉันมีความผูกพัน อยากดูแลผู้ป่วยเสมือนญาติคนหนึ่ง อยากให้เขาอยู่กับเบาหวานอย่างมีความสุข ถึงแม้จะเหนื่อยใจ ( บางครั้ง)แต่ก็เต็มใจทำ มีความสุขที่ได้เห็นรอยยิ้ม ( อันเหี่ยวๆ) ของผู้ป่วย ได้ยินเสียงหัวเราะของเขาเหล่านั้นขณะเข้ากลุ่ม ดิฉันขอสัญญาว่า ( ยังกะลูกเสือชาวบ้าน)จะดูแลผู้ป่วยเบาหวานตลอดไปจนกว่าจะตายจากกันไปข้างใดข้างหนึ่ง (ยืมคำพูดของผู้ป่วยรายหนึ่งมา )หรือถูกปลดออกจากตำแหน่งผู้ดูแลผู้ป่วยเบาหวานโดยสิ้นเชิง

เล่าโดย นางณิชกานต์ ลาภะ พยาบาลประจำครอบครัวตำบลพังโคน
ฝ่ายเวชปฎิบัติครอบครัวและชุมชน โรงพยาบาลพังโคน อ.พังโคน จ.สกลนคร 47160 Tel.042771222

0 Comments:

Post a Comment

<< Home