DM CoP

Monday, April 25, 2005

รักษาเบาหวานโดยไม่ต้องใช้ยา

ranod_dmstory1
ป้าถิ้น เป็นคนไข้เบาหวานคนหนึ่งของตำบลพังยาง อำเภอระโนด ตอนนี้คุณป้าอายุ 54 ปี คุณป้าเล่าให้ฟังว่าป้าเป็นเบาหวานมาแล้ว 6 ปี ครั้งแรกที่รู้ว่าเป็นเบาหวานป้าเครียดมาก เพราะรู้ว่าเป็นเบาหวานแล้วรักาไม่หาย ป้ากลัวตาย ตอนแรกๆป้ากินยาเบาหวาน กินแล้วไม่ค่อยสบายตัว บางวันมีอาการใจสั่น หิวข้าว ยิ่งกินยิ่งหิว ป้าไปหาหมอที่อนามัยหมอให้ยาไปกินที่บ้าน และหมอบอกว่าเบาหวานรักษาไม่หาย แต่เราสามารถทำให้น้ำตาลลดลงเหมือนคนปกติได้ โดยการคุมอาหาร และการออกกำลังกาย และต้องไม่เครียด ป้ากลับไปกินยาที่บ้านแล้วทำตามที่หมออนามัยพูดให้ฟังอย่างเข้มงวด คุมอาหารอย่างจริงจัง กินข้าวมื้อละ 1 จาน กิน 3 มื้อเป็นเวลา เนื้อหมู เนื้อไก่ แกงกะทิป้าไม่แตะเลย ทุกวันนี้ป้ากินแต่เนื้อปลา กับผักและออกกำลังกาย วันละประมาณ 30 นาที ทุกวัน บางวันเดินวันละประมาณ 1 - 2 กิโลเมตร บางวันรำไม้พลอง ป้าออกกำลังกายทุกวันไม่เคยขาดเลย ถ้าวันไหนป้าติดธุระ ไม่ได้ออกกำลังกาย ป้าจะรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว เหมือนไม่ค่อยสบาย ป้าจึงต้องออกกำลังกายทุกวัน ป้าทำอย่างนี้อยู่ 6 เดิอน น้ำตาลป้าลดลงปกติ หมออนามัยให้ป้าหยุดกินยา ให้คุมอาหารออกกำลังกายทุกวันอย่างเข้มงวด เป็นเวลา 5 ปี ป้าไม่เคยแตะยาเบาหวานเลย ตอนนี้ป้ามีความสุข ไม่กลัวตายแล้วเพราะป้ารู้ว่าป้าสามารถรักษาเบาหวานได้เองโดยไม่ต้องพึ่งหมอ แต่ป้ายังไปให้หมออนามัยตรวจน้ำตาลในเลือดทุกเดือน ตอนนี้น้ำตาลในกระแสเลือดของป้าปกติทุกครั้ง ป้าเชื่อว่าถ้าคนไข้ เบาหวานทุกคนปฏิบัติได้อย่างป้าทำ ทุกคนจะเป็นคนไข้เบาหวานที่มีสุขภาพดี

ผู้รวบรวมเรื่องเล่า
นางประจวบ รัตนแก้ว พยาบาลวิชาชีพ 6 โรงพยาบาลระโนด จังหวัดสงขลา โทร 074-392174

ความสำคัญของทีมงาน

ศูนย์เบาหวานของโรงพยาบาล มีรูปแบบการทำงานเป็นทีมในลักษณะสหวิชาชีพ ประกอบด้วยผู้เกี่ยวข้องทุกสาขาคือ แพทย์ พยาบาล ผู้ช่วยพยาบาล พนักงานผู้ช่วย เภสัชกร นักโภชนาการ และกายภาพบำบัด นอกจากนี้ยังได้ประสานงานกับฝ่ายสนับสนุนของโรงพยาบาล เพื่อช่วยกันดูแลผู้ป่วยและญาติ เจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลด้วยกัน และบุคคลในชุมชนใกล้เคียง คณะวิทยากรเบาหวานให้การปฐมนิเทศกับผู้ป่วยใหม่ทุกราย และเพื่อให้การดูแลผู้เป็นเบาหวานมีประสิทธิภาพมากขึ้น จึงได้ประสานงานกับฝ่ายพัฒนาธุรกิจ ช่วยกันจัดทำ CLASS CLUB CAMP มาเป็นเวลา 4 ปี ฝ่ายพัฒนาทรัพยากรบุคคลได้สนับสนุนในเรื่อง Health Promotion เพื่อคัดกรองเบาหวานให้เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล แผนกเวชระเบียน-สถิติช่วยค้นประวัติในการเก็บข้อมูลของผู้ป่วย และที่สำคัญที่สุดคือ ผู้บริหารที่เห็นความสำคัญ และให้การสนับสนุนมาตลอดตั้งแต่เริ่มต้น และให้โอกาสวิทยากรเบาหวานได้นำเสนอผลงานในงานประชุมวิชาการประจำปีของโรงพยาบาลใน พ.ศ. 2546 และ 2547
ศูนย์เบาหวานได้ติดตามตัวชี้วัด PROCESS และ CLINICAL OUTCOME INDICATOR โดยได้รับความร่วมมือจากผู้ช่วยพยาบาล และพนักงานผู้ช่วย ผลจากการติดตามตัวชี้วัด นำมาปรับปรุงการดูแลรักษาผู้ป่วยให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทุกคนในทีมทำงานด้วยความเต็มใจ ช่วยเหลือ และเสียสละเพื่อให้งานสำเร็จด้วยดี บุคคลที่สำคัญอีกท่านหนึ่งคือ แพทย์ที่ปรึกษาของศูนย์เบาหวาน ซึ่งให้ความสนใจกิจกรรมต่างๆอย่างสม่ำเสมอ ความร่วมแรงและร่วมใจของทีมงานที่ช่วยกันฟันฝ่าอุปสรรค และพัฒนาการดูแลผู้เป็นเบาหวานของโรงพยาบาล จึงเป็นสิ่งที่ดิฉันประทับใจ และต้องการถ่ายทอดให้แก่ผู้สนใจทุกท่าน

ผู้เล่า คือน.ส.พรรณผกา แสงวณิช
ศูนย์เบาหวาน โรงพยาบาลเปาโล เมโมเรียล 670/1 ถนนพหลโยธิน สามเสนใน พญาไท กรุงเทพ ฯ (10400)
11 เมษายน 2548

Friday, April 22, 2005

เรื่อง ความผูกพันที่ยั่งยืน

10 เดือนที่ผ่านมาที่ดิฉันมีผู้ป่วยเบาหวานเป็นของตนเอง ก็คือมีผู้ป่วยเบาหวานที่ต้องรับผิดชอบประมาณ 250 คน ที่ต้องให้การดูแลทุกเรื่อง ทุกอย่าง ตั้งแต่กาย ( ศีรษะจรดเท้า ) ใจ สังคม จิตวิญาณ บริการทั้งเชิงรุก และเชิงรับ ในเชิงรับจะมีคลินิกเบาหวาน ดูแลผู้ป่วยกลุ่มละประมาณ 50-60 คน มี 4 กลุ่ม แยกตัวออกมาทำกิจกรรมอีกห้องหนึ่ง ในการทำงานครั้งแรกยอมรับว่าเหนื่อยมาก เวลาพูดอะไรเกี่ยวกับเบาหวานผู้ป่วยไม่ยอมรับฟังเท่าที่ควร บางคนถ้าระดับน้ำตาลในเลือดสูงก็ไม่กระตือรือล้นที่จะลด รู้สึกท้อ ( แต่ไม่ถอย ) ดิฉันคิดในใจว่าต้องทำความรู้จักกับบุคคลเหล่านี้ให้มาก บางคนดิฉันจับมาทำหัวหน้ากลุ่มซะเลย ได้ผล หัวหน้ากลุ่มทุกคน ระดับน้ำตาลดีกว่าเดิม ในเทศกาลปีใหม่ก็จัดให้มีการมอบรางวัลสำหรับผู้ที่รักษาระดับน้ำตาลได้ดีติดต่อกันทุกเดือนและมาตรงนัด โดยมีการสะสมการ์ดที่มีคำอวยพรไว้ ปีนี้มอบไม้เกาหลังและนวดตัว ได้ไปประมาณ 25 คนและก็เป็นที่อิจฉาของใครอีกหลายคนที่ไม่ได้รางวัล ก็มีการประท้วงนิดหน่อยตรวจหลักฐานแล้วปรากฏว่าขาดนัด ต้องอธิบายกันยกใหญ่ และให้กำลังใจ เอาใหม่ปีหน้า
ในการดูแลผู้ป่วยเบาหวานในคลินิก หลังจากได้คลุกคลี ได้พูดคุย ( ทุกเรื่องทั้งมีสาระและไม่มีสาระ ) สร้างบรรยากาศเป็นกันเองและอีกอย่างดิฉันเป็นคนในพื้นที่ ก็ไม่ยากนักที่จะทำความรู้จักผู้ป่วยทุกคน แต่ก่อนยอมรับว่าตนเองเป็นคนจริงจังอะไรที่ไม่ได้อย่างที่เราคิดอย่างที่เราหวังจะรู้สึกหงุดหงิด โกรธ แต่พอได้มาสัมผัสความเป็นจริงของชีวิต ได้มาพูดคุยกับผู้ป่วยเบาหวานซึ่งส่วนมากเป็นผู้สูงอายุ หน้าตาซื่อๆ อาการเหล่านั้นก็หมดไปเหลือแต่ความสงบ อดทน เห็นใจ เข้าใจผู้ป่วย คอยชี้แนะไม่ซ้ำเติมให้ละอายและเสียใจ ไม่ดุ ไม่ด่า ( ทั้งที่อยากจะทำ ก็ดิฉันก็ยังเป็นมนุษย์คนหนึ่งนี่คะ )สรุปก็คือต้องดูแลแบบมัชฌิมาปฎิปาทา หรือทางสายกลางในการดูแลผู้ป่วยเบาหวานไม่ตึงหรือไม่หย่อนเกินไปก็น่าเป็นแนวทางในการปฎิบัติที่ดีที่สุด ดิฉันไม่แปลกใจเลยที่ทุกวันนี้ดิฉันไปไหนมาไหนผู้ป่วยร้องทักกันเกรียวกราว (พูดยังกะตัวเองเป็นดาราดัง ) ทั้งในตลาด ในหมู่บ้าน บางคนก็จะถามเกี่ยวกับอาหาร เรื่องยา จิปาถะ บางคนเจอหน้าเราก็จะบอกเพื่อนว่า” นี่ไงหมอประจำตัวเรา” ก็อดปลื้มไม่ได้ ไม่ได้ปลื้มตรงที่เขาว่าเราเป็นหมอนะ ปลื้มตรงที่เขาให้ความไว้วางใจเรา ผูกพันกับเรา ยิ่งวันไหนดิฉันติดธุระไม่สามารถมาทำคลินิกได้ จะให้พยาบาลคนอื่นทำแทน ก็จะถูกต่อว่า ว่าไม่มาดูแล ทอดทิ้ง ดิฉันต้องขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่ ( พูดเอาใจเราหรือเปล่าน้อ )
ในการให้บริการเชิงรุก ดิฉันจะออกเยี่ยมบ้านผู้ป่วยเบาหวาน พยายามที่จะออกเยี่ยมทุกคนเท่าที่จะทำได้เพื่อทำความรู้จักคุ้นเคย ผู้ป่วยให้มากยิ่งขึ้น มีรายหนึ่งชื่อยายทองใบ แกไม่เคยขาดนัด ทั้งที่ยายจะไม่ค่อยแข็งแรงต้องมีญาติพยุง แกก็เข้าร่วมกิจกรรมตลอด จู่ๆยายขาดนัด ดิฉันอดสงสัยไม่ได้จึงสอบถามเพื่อนในกลุ่มจึงทราบว่ายายแกผ่าตัดสมอง อาการหนัก แพทย์ให้กลับมานอนพักฟื้นที่บ้าน นอนรอวัน…….ดิฉันจึงออกเยี่ยมบ้านทันทีที่ทราบพอไปถึงญาติๆของยายเกิดอาการประหลาดใจ ระคนกับดีใจ ร้อยวัน พันปี ไม่เคยมี หมอมาเยี่ยมบ้าน ( ได้ยินเขากระซิบกัน ) ดิฉันจึงแนะนำตัวและแจ้งวัตถุประสงค์ในการเยี่ยมเพื่อไขข้อข้องใจ ให้คำปรึกษาในเรื่องต่างๆเพราะเป็นเรื่องใหม่ของสมาชิกในบ้านที่จะดูแลผู้ป่วยที่ไม่รู้สึกตัว ให้อาหารทางสายยาง มีสายสวนปัสสาวะ ต้องฉีดอินซูลินทุกวัน ดิฉันออกเยี่ยมเป็นระยะ วันที่แกเสียญาติยายโทรมาบอกดิฉันและปรึกษาเรื่องการที่เอาสายต่างๆออก ดิฉันเป็นคนติดต่อเจ้าหน้าที่ในเรื่องการแต่งศพยาย และดิฉันก็ไปงานศพ พร้อมเงินช่วยงานที่ได้จากกลุ่มเบาหวานให้ในนามกลุ่มเบาหวาน ญาติผู้ป่วยให้การต้อนรับเป็นอย่างดี ชื่นชมดิฉันให้คนในงานฟัง (รู้สึกเขินมาก) ดิฉันไม่ค่อยชอบคำชมเท่าไหร่หรอก แต่เขาให้มาก็น้อมรับ สิ่งที่อยากได้ก็คือใจเขา
แต่ก่อนดิฉันทำงานกับผู้ป่วยเบาหวานทำตามหน้าที่ แต่เดี๋ยวนี้ดิฉันมีความรู้สึกมากกว่านั้น ดิฉันมีความผูกพัน อยากดูแลผู้ป่วยเสมือนญาติคนหนึ่ง อยากให้เขาอยู่กับเบาหวานอย่างมีความสุข ถึงแม้จะเหนื่อยใจ ( บางครั้ง)แต่ก็เต็มใจทำ มีความสุขที่ได้เห็นรอยยิ้ม ( อันเหี่ยวๆ) ของผู้ป่วย ได้ยินเสียงหัวเราะของเขาเหล่านั้นขณะเข้ากลุ่ม ดิฉันขอสัญญาว่า ( ยังกะลูกเสือชาวบ้าน)จะดูแลผู้ป่วยเบาหวานตลอดไปจนกว่าจะตายจากกันไปข้างใดข้างหนึ่ง (ยืมคำพูดของผู้ป่วยรายหนึ่งมา )หรือถูกปลดออกจากตำแหน่งผู้ดูแลผู้ป่วยเบาหวานโดยสิ้นเชิง

เล่าโดย นางณิชกานต์ ลาภะ พยาบาลประจำครอบครัวตำบลพังโคน
ฝ่ายเวชปฎิบัติครอบครัวและชุมชน โรงพยาบาลพังโคน อ.พังโคน จ.สกลนคร 47160 Tel.042771222

The holistic care DM in PCU

Home Care
เป็นการดูแลผู้ป่วยเบาหวานใน PCU ตะพง คนในชุมชนมีส่วนร่วมในการให้บริการโดยมีการตรวจเลือดหาระดับน้ำตาลในเลือดที่หมู่บ้านโดยคนในชุมชน(ผ่านการอบรม)ก่อนมารับบริการต่อที่ PCU ก็ได้ เป็นการเพิ่มทางเลือกในการเข้าถึงบริการ โดยเฉพาะผู้ป่วยสูงอายุ , ผู้ป่วยที่พิการ (อาสาสมัครเจาะเลือดให้ที่บ้าน) หรือผู้ที่ติดภาระกิจช่วงที่ให้บริการ ผู้ป่วยสามารถเจาะเลือดที่หมู่บ้านก่อน แล้วทำภาระกิจนั้นให้แล้วเสร็จจึงมารับบริการที่ PCU ตอนสายๆ ส่งผลให้ผู้ป่วยไม่แออัดมากในช่วงเช้า คนในชุมชนสามารถดำเนินวิถีชีวิตได้ตามปกติ
นอกจากนี้ ผู้ป่วยสามารถตรวจเลือดก่อนกำหนดนัดได้ตามต้องการ ถ้ามีอาการผิดปกติโดยมีแนวทางปฏิบัติอยู่ในชุมชน(เสียค่าบริการ 30 บาท/ครั้งให้ชุมชน) คนในชุมชนสามารถคัดกรองผู้ป่วยเบาหวานรายใหม่ได้ ที่ผ่านมาพบผู้ป่วยเบาหวานรายใหม่มากกว่า 60 ราย จากผู้ผ่านการคัดกรอง 1,000 กว่าราย(6%) และสามารถให้บริการผู้ป่วยทุกประเภทมากกว่า 20,000 ครั้ง/ปี โดยมีผู้ป่วยเบาหวานประมาณ 300 ราย

เล่าเรื่องโดย นายแพทย์บุญรัก ธำรงลักษณ์กุล
ติดต่อขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์สุขภาพชุมชนตะพง ต.ตะพง อ.เมือง จ.ระยอง โทร 038 655222
Rayong Health Care2