DM CoP

Monday, June 13, 2005

ขอเรื่องเล่าเพิ่ม

สมาชิกโปรดทราบว่าขณะนี้ได้ย้ายบ้านไปอยู่ที่ http://gotoknow.org/cgi-bin/me/dmcop แล้ว ของเก่าๆ ขอฝากไว้ที่บ้านนี้ก่อน หาทางขนย้ายได้เมื่อไหร่ จะกลับมาเก็บไปให้หมดค่ะ

วัลลา ตันตโยทัย
๑ มิถุนายน ๒๕๔๘

Friday, June 10, 2005

ชวนสร้างบล็อก

เมื่อวันพุธที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๔๘ ดิฉันและคุณสภาพรรณ ตันติภาสวศิน ได้เข้าฟัง
การนำเสนอความก้าวหน้าในการพัฒนา Weblog โดย ดร.จันทวรรณ น้อยวัน ที่ห้องประชุม ๑ สำนักงาน สกว. อาคารเอส เอ็ม เทาว์เวอร์ ชั้น ๑๔ จริงๆ แล้วเป็นการนำเสนอต่อ ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช และทีมงานของ สคส. จึงนับเป็นความกรุณาอย่างยิ่งที่คุณธวัช หมัดเต๊ะ ได้แจ้งเรื่องนี้ให้ทราบและทาง สคส.เปิดโอกาสให้เข้าร่วมรับฟังและยังต่อเนื่องไปถึงได้ฟังการประชุมของทีมงาน สคส.และรับเลี้ยงอาหารกลางวัน ๑ มื้ออีกด้วย ต้องขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้อีกครั้ง

สคส. สนับสนุนให้ ดร.จันทวรรณ น้อยวัน และดร.ธวัชชัย ปิยะวัฒน์ พัฒนาบล็อกนี้ขึ้นมา วางระยะเวลาสำหรับการพัฒนาไว้ ๒ ปี เพื่อใช้เป็นเครื่องมือช่วยในการจัดการความรู้ เป็นที่น่าภูมิใจ เพราะยังไม่มีใครที่ไหนมองว่าบล็อกเป็น KM Solution พัฒนาโดยคนไทยเป็นระบบแรก ขณะนี้ infrastructre ใช้การได้แล้ว แม้จะยังไม่สมบรูณ์เต็มที่ รายละเอียดต่างๆ พร้อมเอกสารที่ประกอบการนำเสนอสมาชิกสามารถเข้าไปดูได้จาก http://gotoknow.org

Gotoknow.org เกี่ยวข้องกับเครือข่ายจัดการความรู้การดูแลผู้ป่วยเบาหวานอย่างไร?

เราใช้บล็อกเป็นหนทางหนึ่งในการเผยแพร่ แลกเปลี่ยน ค้นหา สร้างความรู้ในการดูแล
ผู้ป่วยเบาหวาน ขณะนี้เราใช้ระบบของ blogger.com แต่เมื่อมีของคนไทยเองแล้ว
เราจะย้ายบ้านไปอยู่ด้วย และอยากจะให้สมาชิกในแต่ละโรงพยาบาลหรือหน่วยบริการสร้างบล็อกของตนเองขึ้นมา แล้วมา join กันในบล็อกชุมชนของเครือข่ายฯ การแลกเปลี่ยนความรู้ก็จะคึกคักกว้างขวางขึ้น ในที่สุดเราจะได้คลังความรู้ขนาดใหญ่เกี่ยวกับ
การดูแลผู้ป่วยเบาหวาน

ใน "ตลาดนัด-คุณอำนวย" มีข้อตกลงว่าคุณอำนวยแต่ละคนจะต้องสร้างบล็อกใน gotoknow.org ภายใน ๒ สัปดาห์ (ผ่านมา ๑ สัปดาห์แล้ว) และเขียนอย่างน้อย ๑ ครั้งต่อ ๒ สัปดาห์ (ของเราขยันกว่านี้อยู่แล้ว) บล็อกไหน active มีความเคลื่อนไหวคึกคัก ทาง สคส.จะให้รางวัล บล็อกไหนไม่ค่อยเดินหน้า จะเอาใยแมงมุมไปติดไว้ หรือถ้าไม่เดินเป็นเวลานานๆ ก็ติดป้าย RIP (rest in peace) ให้เลย

ใครอยากเท่ห์ ต้องมี weblog
เราเจอกันได้ทุกวันในบล็อก

ช่วยกันเขียนบันทึก เล่าเรื่องราว ความรู้สึกนึกคิด มุมมอง ประสบการณ์ ในการดูแลผู้ป่วยเบาหวาน เพื่อ share and learn สมาชิกที่ยังไม่ได้สร้างบล็อกของตนเอง มีเรื่องอะไรอยากเล่า เขียนส่งมาที่ดิฉันได้เลยนะคะ

วัลลา ตันตโยทัย
๑๐ มิถุนายน ๒๕๔๘

Thursday, June 09, 2005

กำไรที่ได้จาก "ตลาดนัดคุณอำนวย"

ตามปกติเมื่อดิฉันไปร่วมประชุมหรือสัมมนา เวลาฟังผู้อื่นบรรยาย นำเสนอ หรือแสดงความคิดเห็น ดิฉันมักมีจินตนาการต่อจากที่ฟังที่ได้ยินนั้นว่า มีอะไรที่จะเอากลับไปใช้ในงานที่รับผิดชอบอยู่ได้บ้าง และจะบันทึกข้อคิดดีๆไว้ ดิฉันไม่ชอบวางแผนอะไรล่วงหน้าให้ตายตัว เป็นประเภทคิดไปทำไป เพราะมีประสบการณ์ตอนอยู่ภาคราชการที่ต้องทำแผนล่วงหน้านานๆ ถึงเวลาจริงๆ มักไม่ค่อยได้ทำตามแผน หรือบางครั้งก็ "แค่น" ทำไปอย่างนั้นเอง

การที่ดิฉันได้ไป "share and learn" เรื่องทักษะ กระบวนการ และสิ่งสนับสนุนต่อการเป็นคุณอำนวยในการจัดการความรู้แล้ว ใน "ตลาดนัด-คุณอำนวย" ที่ศูนย์ประชุมบ้านผู้หว่าน ระหว่างวันที่ ๒-๓ มิถุนายน ๒๕๔๘ ดิฉัน "ได้กำไร" อีกหลายอย่างที่นอกเหนือจากความคาดหมาย พอจะเขียนได้ดังนี้

  • ได้เพื่อนและเครือข่าย งานครั้งนี้ไม่มีกำแพงใดๆ ขวางกั้น คนทุกวัยไม่ว่าหนุ่ม-สาว กลางคน หรือผู้สูงวัย ก็สนิทสนม พูดคุยกันได้สนุกสนาน คุณประกิจ โพธิอาศน์ และคุณเกศราภรณ์ สุขทรัพย์ศรี จากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอยุธยา ให้ชื่อคุณหมอที่โรงพยาบาลอยุธยา ซึ่งรับผิดชอบด้านเบาหวาน ทางเราจะติดต่อชักชวนมาร่วมเครือข่ายต่อไป นพ.ธัญญ์ องคะกุล แพทย์ศัลยกรรมจากโรงพยาบาลค่ายสมเด็จฯ (รูปหล่อ เสียงก็หล่อ) ก็มี blog ชื่อ http://thaisurg.blogspot.com ดิฉันแอบไปเยี่ยมมาแล้ว สมาชิกอาจเข้าไป share เรื่องการผ่าตัดในผู้ป่วยเบาหวานก็ได้ คุณหมอถนัดพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษ แต่รับรองว่าสามารถอ่านภาษาไทยที่เราส่งไปได้แน่นอน
  • ได้กำลังใจ เพราะตอนที่จัดตลาดนัดความรู้การดูแลผู้ป่วยเบาหวาน ดิฉันยังมีความรู้เรื่อง knowledge sharing ไม่มากนัก แม้จะใช้เวลาในการเตรียมการพอสมควร แต่ก็ยังรู้สึกว่า "น่าจะดีกว่านี้ถ้า......." ยกตัวอย่าง การให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมเล่าเรื่องความสำเร็จ เราก็ไม่มีแนวทางที่ชัดเจนให้ว่าจะต้องเล่าอย่างไร มารู้ทีหลังจากข้อเขียนของ ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ใน http://blog-for-thai-km แต่ นพ.พิเชฐ บัญญัติ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลบ้านตาก (มีชื่อเสียงมากด้านการจัดการความรู้ทั้งโรงพยาบาล) บอกว่า "ไม่รู้ก่อนก็ดี ทำให้ไม่ติดกรอบ" ดิฉันจึงมีความรู้สึกดีขึ้นเยอะและเกิดความคิดท้าทายว่า บางอย่างก็ไม่จำเป็นต้องทำเหมือนๆ กัน คิดเอง ทำเอง ก็ได้ ดูตามสถานการณ์และบริบท
  • ข้อมูลจากผู้เข้าร่วมกิจกรรมที่มาจากโรงพยาบาลและสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด แสดงให้เห็นว่าได้ใช้ การจัดการความรู้ (KM) เป็นเครื่องมือไปสู่คุณภาพและ HA บรรยากาศที่เขาเล่า ดิฉันคิดว่าบุคลากรที่นั่นเขามีความสุขกับการทำงานแบบนี้ ไม่เห็นเรื่องของคุณภาพเป็นภาระงานที่เพิ่มมากขึ้น เป็นการบูรณาการ KM กับงาน
  • คุณทรงพล เจตนาวณิชย์ หัวหน้าโครงการความร่วมมือเพื่อพัฒนาสถาบันจัดการความรู้ของชุมชนท้องถิ่น ให้หลักคิดที่สำคัญหลายเรื่องที่สามารถนำมาใช้ในการดูแลผู้ป่วยเบาหวาน เช่น "ต้องเอาวิถีชีวิตเป็นตัวตั้ง" "ภาษาที่สื่อสารต้องเห็นชัด ทำแล้วเห็นผล concern กับอารมณ์ความรู้สึกของคน" "การเรียนรู้ต้องเปลี่ยนความคิด ความเคยชิน (เปลี่ยนกระบวนทัศน์) พฤติกรรมจึงจะเปลี่ยน"
  • คำกล่าวของ นพ.พิเชฐ บัญญัติ เกี่ยวกับการเตรียมองค์กร "พอมาจัดงาน อะไรก็ดีไปหมด พอกลับไปองค์กร อาจเป็นอีกอย่างหนึ่ง เหมือนมาเจอต้นไม้พันธุ์ดี ก็หิ้วกลับไปบ้าน ไปปลูกก็อาจจะเหี่ยวเฉาหรือตายไป" ทำให้ได้แนวทางว่าหลังจากเราจัดตลาดนัดความรู้ไปแล้ว สมาชิกได้เรียนรู้ทั้งเรื่องของการจัดการความรู้และการดูแลผู้ป่วยเบาหวาน แต่การจะนำไปใช้ต่อคงต้องดูที่องค์กรด้วย ดิฉันจึงชวนคุณธวัช หมัดเต๊ะ ว่าเราควรจะไปเยี่ยมเยียนสมาชิกของเราบ้างว่า เมื่อกลับไปทำงานแล้วเขานำความรู้ไปใช้ต่อได้หรือเปล่า ต้องการการสนับสนุนอะไรอีก เราจะช่วยเขาอย่างไรให้สามารถนำ KM ไปพัฒนาการดูแลผู้ป่วยเบาหวาน
  • ประสบการณ์ตรงของดิฉันในการเข้ากลุ่มย่อยและทำงานตามโจทย์แต่ละหัวข้อ มีความรู้สึกว่าบางครั้งเราแลกเปลี่ยนกันยัง "ไม่ถึงที่สุด" ยังไม่เห็นพร้องต้องกันทั้งหมดเสียทีเดียว บางท่านกล่าวว่า "คุยกันแบบหยวนๆ" ขุมและแก่นความรู้ที่ได้จึงอาจจะยังไม่แม่นตรงนัก ดิฉันจึงได้แนวทางการ verify แก่นความรู้การดูแลผู้ป่วยเบาหวาน อีกทางหนึ่ง โดยใช้เรื่องเล่าจากสมาชิกมายืนยันซ้ำอีกครั้ง สมาชิกท่านใดมีเรื่องเล่าที่น่าประทับใจ ขอให้ส่งเข้ามาเยอะๆ ได้ที่ e-mail: vallatan@theptarin.com หรือ vallatan@yahoo.com

วัลลา ตันตโยทัย

๙ มิถุนายน ๒๕๔๘

Wednesday, June 08, 2005

ตลาดนัด "คุณอำนวย"

ดิฉันได้เข้าร่วม "ตลาดนัดความรู้สำหรับคุณอำนวยผู้มีประสบการณ์" ที่ สคส. จัดขึ้น ณ ศูนย์ประชุมบ้านผู้หว่าน อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ระหว่างวันที่ ๒-๓ มิถุนายน ๒๕๔๘ งานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อระดมความรู้เชิงปฏิบัติ และหาแก่นความรู้ที่จะนำไปใช้ในการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของ "คุณอำนวย" ต่อไป เป้าหมายสุดท้ายตามความเข้าใจของดิฉันคือทาง สคส. อยากจะได้หลักสูตรสำหรับพัฒนาคุณอำนวย

ดิฉันประเมินตนเองว่ายังเป็น "คุณอำนวยผู้อ่อนหัด" เพราะมีประสบการณ์น้อยมาก เพิ่งจัดตลาดนัดความรู้ไปครั้งเดียวเท่านั้น การไปร่วมกิจกรรมที่ สคส.จัดขึ้นในครั้งนี้จึงนับเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้เก็บเกี่ยวความรู้จาก "คุณอำนวยผู้มีประสบการณ์" มาใช้ในการขับเคลื่อนเครือข่ายจัดการความรู้การดูแลผู้ป่วยเบาหวานต่อไป

ผู้เข้าร่วมตลาดนัดครั้งนี้มาจากหลายหน่วยงาน ได้แก่ นครสวรรค์ฟอรั่ม มูลนิธิข้าวขวัญ มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยมหิดล โรงพยาบาลค่ายสมเด็จฯ โรงพยาบาลบ้านตาก โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพิจิตร สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอยุธยา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และภาคีต่างๆ ของ สคส. (เครือข่ายของเราจัดเป็นภาคีหนึ่ง) งานนี้ สคส. ยกขบวนคนทำงานมาเกือบหมดสำนักงาน โดยมี ดร.ประพนธ์ ผาสุขยืด เป็นวิทยากรหลัก

วันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๔๘ เริ่มตั้งแต่ ๐๙.๐๐ น.เปิดงานและชี้แจงวัตถุประสงค์ โดย ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช หลังจากนั้นก็เป็นการแนะนำตัวและประสบการณ์ของผู้เข้าร่วมกิจกรรม ซึ่งใช้เวลาประมาณ ๑ ชั่วโมงกว่าๆ ในวันนี้เราแบ่งกลุ่มย่อย ๕ กลุ่ม ทำงานตามโจทย์ที่ ดร.ประพนธ์ให้มาโดยใช้เทคนิคของการเล่าเรื่องและหาขุมความรู้ แล้วนำเสนอต่อกลุ่มใหญ่

Session ที่ ๑ "Facilitating Process" ให้เล่าเรื่องความสำเร็จในการจัดกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (ก่อน-ระหว่าง-หลัง)
Session ที่ ๒ "Facilitator's Skills" ให้เล่าเทคนิคเฉพาะตัว (เคล็บลับ ทักษะ) ที่ใช้ในการ facilitate "คุณกิจ" ให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสามารถนำความรู้ที่ได้นี้ไปใช้ในการทำงานต่อไป
Session ที่ ๓ "KM Enablers (System/Structure/Tools/Techniques)" ให้เล่าถึงวิธีการ/กลไก/เครื่องมือ/ระบบการจัดการ/โครงสร้างที่เอื้อต่อการขับเคลื่อน KM ให้ขยายวงกว้างต่อไปได้

หลังรับประทานอาหารค่ำ เราได้รับฟังการบรรยายและสาธิตการใช้ Weblog จากคุณกรกฎ เชาวะวณิช (e-mail: korakot@gmail.com) ประมาณ ๑ ชั่วโมง หลังจากนั้นแบ่งกลุ่ม ๒ กลุ่ม เพื่อจัดทำแก่นความรู้ของการเป็นคุณอำนวย ในด้านของ Facilitating Process และ Facilitator's Skills

วันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๔๘ เริ่มกิจกรรมเวลา ๐๘.๓๐ น.เป็นการนำเสนอ "แก่นความรู้" ของการเป็นคุณอำนวย และแลกเปลี่ยนความคิดเห็น หลังจากนั้น ดร.ประพนธ์ได้นำเสนอ New Model "บูรณาการงานและชีวิต" และเปิดให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมแสดงความคิดเห็นต่อ model นี้กันอย่างกว้างขวาง รายละเอียดน่าจะติดตามได้จาก http://intuitionflow.blogspot.com ของ ดร.ประพนธ์ (ถ้าอาจารย์ยังไม่เขียน ก็ลองเรียกร้องดูนะคะ)
ตั้งแต่เวลา ๑๑.๐๐ น. เป็นต้นไปจนถึง ๑๔.๐๐ น. เราแบ่งกลุ่มย่อย ๒ กลุ่ม ช่วยกันร่างหลักสูตรพัฒนาคุณอำนวย "Training for KF"ภาคประชาสังคมและภาคองค์กร หลังจากนำเสนอหลักสูตรแล้วก็มีการแสดงความคิดเห็นและทำ AAR ก่อนที่จะปิดงานหลัง ๑๗.๐๐ น. ไปแล้ว

ดิฉันประทับใจบรรยากาศการประชุมครั้งนี้ เพราะรู้สึกอบอุ่น เป็นกันเอง ทุกคนมีความเป็นมิตรต่อกัน ยินดีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ คล้ายๆ ที่เราจัดตลาดนัดความรู้การดูแลผู้ป่วยเบาหวาน กิจกรรมการจัดการความรู้จึงเป็นเครื่องมือสำหรับการสร้างมิตรภาพด้วย ดิฉันพยายามเก็บเกี่ยวสิ่งต่างๆ ที่จะสามารถนำมาใช้ในเครือข่ายของเรา ดร.ประพนธ์ บอกว่าเป็น AK - Action on Knowledge ถ้าสนใจว่ามีอะไรบ้าง โปรดติดตามต่อในวันพรุ่งนี้นะคะ

วัลลา ตันตโยทัย
๘ มิถุนายน ๒๕๔๘

Tuesday, June 07, 2005

จัดการความทุกข์ก็สำคัญ

หายหน้าไปหลายวัน เพราะดิฉันไปเข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการ "ตลาดนัดความรู้สำหรับคุณอำนวยผู้มีประสบการณ์" ที่ สคส. จัดขึ้น ณ ศูนย์ฝึกอบรมบ้านผู้หว่าน อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ระหว่างวันที่ ๒-๓ มิถุนายน ๒๕๔๘ เมื่อกลับมาตั้งใจจะรีบเขียนเล่าให้สมาชิกทราบว่าต่อไป สคส. จะมีหลักสูตรพัฒนา "คุณอำนวย" แล้ว แต่บังเอิญเกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้นที่บ้าน (โปรดติดตาม) อารมณ์จะเล่าเลยเปลี่ยนไป

ก่อนอื่นขอแจ้งให้สมาชิกทราบว่า ขณะนี้ blog ของเรากำลังเตรียมตัวจะย้ายบ้านจาก http://dmcop.blogspot.com ไปอยู่ที่ http://gotoknow.org ซึ่งเป็น weblog ที่ ดร.จันทวรรณ น้อยวัน และ ดร.ธวัชชัย ปิยะวัฒน์ พัฒนาขึ้นโดยการสนับสนุนของ สคส. ซึ่งคุณกรกฏ เชาวะวณิชย์ ได้บรรยายและสาธิตการใช้งานให้ผู้เข้าร่วมประชุมเมื่อคืนวันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๔๘ ตอนที่ดูสาธิตก็เห็นว่าใช้ไม่ยาก แต่พอมาทดลองใช้เมื่อเช้านี้ยังติดขัดอยู่ นี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ว่า "ไม่ทำไม่รู้" ดูอย่างเดียวไม่ได้ วันนี้จึงขอคุยในบ้านเดิมไปก่อน พรุ่งนี้จะไปเรียนรู้วิธีการทำ blog ของ gotoknow.org ให้ชัดๆ จาก ดร.จันทวรรณ โดยตรงที่ สคส. เลย รู้เรื่องดีเมื่อไหร่ ก็จะเก็บข้าวเก็บของย้ายบ้านกันอีกที ขอกระซิบหน่อยว่า blog ของ เราก็มีแฟนเหมือนกัน น้องๆ ที่เทพธารินทร์คอยติดตามอ่านประจำ พอหายไปก็ถามหาไปประชุมคราวนี้ได้พบคุณสุรเดช เดชคุ้มวงศ์ หัวหน้ากลุ่มสนับสนุนวิชาการ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพิจิตร ซึ่งเป็นผู้มีผลงานด้านการจัดการความรู้ที่น่าชื่นชมและเป็นที่ยอมรับ คุณสุรเดชบอกว่าอ่าน blog ของเราและยังไปบอกแพทย์ที่นั่นด้วย ใครได้อ่านแล้วช่วยเขียน comment กลับมาสัก ๒-๓ ประโยคก็ดีนะคะ จะได้ทราบว่ามีคนอ่านมากน้อยแค่ไหน

มีเรื่องเล่าจากการที่ไปเข้าร่วม "ตลาดนัดความรู้สำหรับคุณอำนวยผู้มีประสบการณ์" หลายเรื่องและยังได้รับเอกสารเรื่องเล่าที่สมาชิกของเราส่งให้คุณธวัช หมัดเต๊ะ ดิฉันจะนำมาทะยอยลงในวันต่อๆ ไป ตอนนี้อารมณ์ยังไม่ปลอดโปร่ง ต้องขอเล่าเรื่องที่ไม่คาดคิดที่เกิดขึ้นที่บ้านก่อน เพื่อเป็นการ "จัดการความทุกข์" ส่วนสมาชิกท่านใดจะนำไป "จัดการความรู้" ก็ไม่มีข้อห้ามแต่อย่างใด

บ้านของดิฉันเป็น townhouse หลังริมสุด ตัวบ้านใหญ่เท่า townhouse ๒ หลัง มี ๒ ชั้น ชั้นล่างเป็นส่วนที่ใช้ทำงาน นั่งเล่น รับประทานอาหารและห้องครัว ชั้นบนมี ๔ ห้อง เป็นห้องนอน ๓ ห้อง ใช้เก็บเสื้อผ้า ๑ ห้อง มีพื้นที่ส่วนอเนกประสงค์ระหว่างห้องต่างๆ ซึ่งมีหน้าต่างกระจกขนาดใหญ่ ไม่ติดเหล็กดัด มีแต่มุ้งลวด กลางคืนถ้าฝนไม่ตกจะเปิดรับลมเป็นประจำ มีบ้านชั้นเดียวอยู่ข้างๆ

เมื่อคืนวันเสาร์ที่ ๔ มิถุนายน นี้ สมาชิกในครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้า สามีเข้านอนประมาณ ๒๐.๓๐ น. ตามปกติ ดิฉันเข้านอนหลัง ๒๒ น.ไปแล้ว ไม่ได้จำเวลาที่แน่นอน
ห้องเราปิดประตูเพราะเปิดแอร์ ลูกชายคนเล็กเข้านอนประมาณ ๐๓ น. ลูกชายซึ่งเป็นลูกคนกลางเข้านอนประมาณ ๐๔ น. ลูกชายนอนห้องเดียวกัน เปิดประตูห้องไว้ ประมาณ ๐๕.๓๐ สามีตื่นนอนและพบว่าหน้าต่างมุ้งลวดที่เปิดรับลมไว้ เปิดอยู่ คิดว่าคงเป็นเพราะลมแรงจึงเปิด เมื่อลงบันไดมาชั้นล่างเห็นกองกระดาษอยู่ใกล้ๆ ที่ทิ้งขยะ ก็คิดว่าทำไมลูกมาทิ้งไว้อย่างนี้สงสัยถังขยะเต็ม เมื่อมองไปทั่วบ้านจึงพบว่าประตูกระจกหน้าบ้านถูกเปิดทิ้งไว้ ลิ้นชักโต๊ะ ตู้ทั้งหลายถูกเปิด มีกระเป๋าเงิน กระเป๋าใส่เอกสารเล็กๆ ตกอยู่ที่พื้น แต่ที่ตกใจที่สุดคือตู้ที่ใช้เก็บกล้อง (กันความชื้น) ของลูกชายคนกลางถูกงัด กล้องและเลนส์หายไปเกือบหมด จึงไปปลุกทุกคน

เราตกใจสำรวจของต่างๆ พบว่ามีของที่หายไปหลายรายการคือกล้อง Nikon SLR FE ๑ ตัว F80 ๑ ตัว F100 ๑ ตัว grip MB16 ๑ อันและ MB15 ๑ อัน เลนส์อีกประมาณ ๓ ตัว กล้องดิจิตอล Canon A95 ๑ ตัวโทรศัพท์มือถือของดิฉัน ๑ เครื่อง นาฬิกาข้อมือชายของสามีและของลูกชายคนเล็ก เป้สะพายหลัง Billabong

ราคาของที่หายไปมากกว่าหนึ่งแสนบาท แต่มูลค่าสูงกว่านั้นมาก เพราะกล้อง Nikon SLR ทั้ง ๓ ตัวเป็นของที่คนที่รักให้ลูกชายคนกลางมา กล้อง Nikon F80 หลานชายของดิฉันให้มาเมื่อวันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๔๘ และ Nikon F100 นั้น ศ.นพ.เทพ หิมะทองคำ เพิ่งให้มาเมื่อวันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๔๘ นี้เอง อาจารย์เทพบอกว่า "ผมชอบให้ของที่คนได้รับแล้วดีใจ" ลูกชายดีใจมากจริงๆ รีบไปซื้อตู้เก็บกล้องเฉพาะมาใส่ แล้วจัดวางเรียงของแต่ละชิ้นด้วยความถะนุถนอม มูลค่าของจึงมีสูงกว่าราคามากนัก

เราเสียใจกันทั้งครอบครัว แต่พยายามปลอบใจกันว่าโชคดีที่ทุกคนปลอดภัย ของที่หายต่อไปคงซื้อหาได้ใหม่ แม้จะไม่มีคุณค่าเท่าของที่คนที่รักเราให้มาก็ตาม ยังดีที่คอมพิวเตอร์ Notebook ของดิฉันยังอยู่ให้สามารถทำงานต่อได้

บทเรียนครั้งนี้ มี ๒ เรื่องคือการป้องกัน เกิดเรื่องกับตัวเองจึงเข้าใจมากขึ้นว่าการป้องกันทำได้ยาก เพราะเรามักจะคิดไม่ถึง มองไม่ออก ทำนายไม่ได้ ไม่ค่อยเชื่อว่าจะเกิดกับเรา เราคิดเรื่องของการป้องกันน้อยและคิดไม่จริงจัง ไม่ค่อยวางแผนการป้องกัน จะทำการป้องกันจริงๆจังๆ เมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้ว ประเภท "วัวหายล้อมคอก" ครั้งนี้คิดไม่ถึงว่าจะมีคนปีนผนังตึกขึ้นไปเข้าทางหน้าต่างชั้น ๒
ที่เราเปิดอยู่แบบนี้เกือบ ๑๐ ปี แล้ว (เดิมไม่เชื่อว่าจะมีคนปีนได้) ผู้ป่วยเบาหวานก็คงเช่นกัน ไม่ค่อยเชื่อว่าตนเองจะมีโรคแทรกซ้อนเกิดขึ้น ไม่คาดคิด และไม่รู้ว่าเมื่อใดจะเกิด การป้องกันจึงอาจหย่อนยานไปบ้าง

บทเรียนที่ ๒ คือเมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ดิฉันรู้สึกทุกข์ใจ เพราะสงสารลูกชายที่เสียของรัก นึกถึง
น้ำเสียงที่ดีใจของเขา เห็นภาพที่เขานั่งจัดเก็บกล้องทีละชิ้น..........ดิฉันจึงไม่มีอารมณ์อยากทำอะไร แม้จะมีงานค้างอยู่หลายเรื่อง ก็คิดทำต่อไม่ค่อยออก เวลาเราดูแลผู้ป่วยเบาหวานก็เช่นกัน ต้องประเมินด้วยว่าผู้ป่วยมีสภาพจิตและอารมณ์เป็นอย่างไร ถ้าผู้ป่วยมีความทุกข์ ความเครียด จะไปคาดคั้นให้เขาดูแลตนเอง คงไม่ได้ ต้องช่วยเขาให้จัดการปัญหาทางจิตอารมณ์เสียก่อน

พยายามรวบรวมกำลังใจ ใช้วิธีต่างๆ แก้ปัญหาและลดความทุกข์อยู่ จะกลับมาทำงานเช่นเดิมให้ได้โดยเร็ว ใครอยากให้กำลังใจ ช่วยตอบด้วยนะคะ

วัลลา ตันตโยทัย
๗ มิถุนายน ๒๕๔๘

Wednesday, June 01, 2005

คุณค่าของความรู้จากการปฏิบัติ

ระหว่างวันที่ ๑๒-๑๕ พฤษภาคม ๒๕๔๘ ดิฉันไปร่วมประชุมวิชาการที่จัดโดยคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ในโอกาสที่คณะฯ ครบ ๓๖ ปี เพื่อเฉลิมฉลองพระชนมายุ ๕๐ พรรษา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ที่ศูนย์ประชุมอิมแพค เมืองทองธานี การประชุมครั้งนี้มีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมประชุมเกือบ ๕๐๐๐ คน

nurse careดิฉันได้เข้าฟังการบรรยายในหัวข้อการจัดการองค์ความรู้สู่การปฏิบัติ ของพยาบาลด้วยความสนใจ แต่ต้องผิดหวังเพราะวิทยากรเน้นแต่เรื่องการนำความรู้จากงานวิจัยมาใช้ในการปฏิบัติ แม้จะมีการกล่าวถึง Model การจัดการความรู้ของ สคส. อยู่บ้าง แต่ไม่ได้แสดงให้เห็นภาพที่ี่ถูกต้อง เรื่องของการจัดการความรู้นี้จึงเป็นสิ่งที่ "ไม่ทำไม่รู้" ตามที่ ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช กล่าวอยู่บ่อยๆ

ดิฉันนั่งฟังการบรรยายในส่วนนี้ ๒ หัวข้อ เกิดความรู้สึกเศร้าใจอยู่ลึกๆ เนื้อหาในภาพรวม สะท้อนว่าผู้ที่ปฏิบัติงานอยู่ในคลินิก ต้องไขว่คว้าหาความรู้จากภายนอกเข้ามา ต้องทำวิจัยจึงจะได้ความรู้ และต้องใช้ความรู้จากการวิจัยจึงจะดูแลผู้ป่วยได้ดี ความจริงเรื่องนี้ถูกต้องเพียงบางส่วนเท่านั้น

เราถูกสอนว่าการปฏิบัติการพยาบาลเป็นหัวใจของวิชาชีพ ดิฉันคิดว่าวิชาชีพอื่นทางด้านสาธารณสุขก็คงจะคล้ายคลึงกัน เราสั่งสมความรู้จากการปฏิบัติเยอะมาก เพราะการดูแลผู้ป่วยแต่ละราย แม้จะเจ็บป่วยด้วยปัญหาเดียวกัน ก็มีความแตกต่างกัน เรารู้ได้อย่างไรว่าผู้ป่วยคนไหน ต้องให้การดูแลอย่างไร เราทำนายผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นได้อย่างไร..........

คำถามเหล่านี้คงต้องหาคำตอบจากผู้ที่ปฏิบัติงานจริงจึงจะเหมาะสมที่สุด เสียดายที่ผู้ปฏิบัติงานส่วนใหญ่ไม่ได้มีโอกาสทบทวน ไตร่ตรอง และสกัดความรู้จากการทำงานของตนเองออกมา เมื่อดิฉันมองย้อนไปในอดีต มีการดูแลผู้ป่วยหลายรายที่มีผลสำเร็จน่าชื่นชม เช่น ผู้ป่วย CVA รายหนึ่งที่มี sepsis และ respiratory failure แพทย์เจ้าของไข้บอกญาติว่าคงอยู่ได้ไม่เกิน ๓ วัน ให้เตรียมหลักฐานสำหรับทำใบมรณบัตรไว้ แต่พวกเราสามารถดูแลจนผู้ป่วยถอดเครื่องช่วยหายใจออกได้ (ใช้เวลาหลายเดือนมาก) และกลับบ้านได้ในที่สุด ผู้ป่วยมีชีวิตอยู่กับครอบครัวได้อีกหลายปี ผลสำเร็จนี้ทำให้เราภาคภูมิใจ ประทับใจ แต่เสียดายที่ขณะนี้จำรายละเอียดลึกๆ ของการทำงานตอนนั้นไม่ได้ทั้งหมด จำได้เพียงว่าเพราะผู้ป่วยไม่ยอมแพ้ ต่อสู้ พยาบาลมีความตั้งใจและทำงานอย่างเป็นระบบ จากความสำเร็จในการดูแลผู้ป่วยรายนี้ ทางทีมงานได้จัดทำเป็นมาตรฐานการดูแลผู้ป่วยที่ใช้เครื่องช่วยหายใจขึ้น
และนำไปใช้ในผู้ป่วยรายอื่นๆ ต่อไป

การดูแลผู้ป่วยเบาหวานก็เช่นเดียวกัน

ดิฉันเห็นด้วยกับแนวทางการจัดการความรู้ของ สคส. ที่เน้น "ความรู้ในคนทำงาน" จึงขอเชิญชวนสมาชิกทุกท่านมาร่วมกันสร้างความรู้จากการปฏิบัติงานดูแลผู้ป่วยเบาหวาน
ของเรา และยกระดับความรู้นี้ให้สูงขึ้นเรื่อยๆ เพื่อพัฒนาคุณภาพการดูแลผู้ป่วยเบาหวาน ดิฉันเชื่อว่าด้วยวิธีการนี้ จะทำให้คนทำงานตระหนักในคุณค่าและภาคภูมิใจในตนเอง รวมทั้งวิชาชีพ มีความพึงพอใจในการปฏิบัติงาน อยู่ในวิชาชีพได้อย่างมีความสุขและอยู่ได้นาน

วัลลา ตันตโยทัย
๑ มิถุนายน ๒๕๔๘

Tuesday, May 31, 2005

เครือข่ายเพื่อพัฒนาคุณภาพ

Anuwat นายแพทย์อนุวัฒน์ ศุภชุติกุล ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาและ
รับรองคุณภาพโรงพยาบาล ได้ไปสังเกตการณ์กิจกรรมตลาดนัดความรู้ ฯ ของเรา
ในวันที่ 1 พฤษภาคม 2548 ดิฉันมีโอกาสได้คุยกับคุณหมออนุวัฒน์และบอกท่านว่า
อยากทำเครือข่ายจัดการความรู้การดูแลผู้ป่วยเบาหวาน คุณหมอจึงได้มอบ file
เอกสารที่ท่านร่างขึ้นเรื่องเครือข่ายร่วมใจพัฒน์ การดูแลผู้ป่วยเบาหวาน (Collaborative
Improvement Network: Diabetes care) (ท่านบอกว่าชื่อยังเชย ๆ อยู่) ให้

เมื่ออ่านดูแล้วดิฉันเห็นว่ามีความคล้ายคลึงกับเครือข่ายจัดการความรู้ฯ ที่เราจะดำเนินการ ก็เลยเสนอว่าน่าจะนำมารวมกัน ในโอกาสนี้จึงขอนำ idea ของคุณหมออนุวัฒน์มาเผยแพร่ให้สมาชิกทราบด้วย ดังต่อไปนี้

เครือข่ายร่วมใจพัฒน์ การดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวาน
คือชุมชนนักปฏิบัติที่จะมาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อยกระดับคุณภาพการดูแลผู้ป่วย
โรคเบาหวาน โดยอาศัยเครื่องชี้วัดที่กำหนดร่วมกันเป็นตัวเปรียบเทียบเพื่อขับเคลื่อน
การพัฒนา ประยุกต์แนวทางปฏิบัติ/มาตรฐานที่มีการจัดทำไว้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์
ขององค์กรอย่างเหมาะสม ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการปรับปรุงระบบงานเพื่อบรรลุ
เป้าหมายที่ต้องการ

วัตถุประสงค์และเครื่องชี้วัด
วัตถุประสงค์ข้อที่ 1 มีระบบคัดกรองผู้ป่วยในชุมชนที่มีประสิทธิภาพ
เครื่องชี้วัด :

อัตราผู้ป่วยเบาหวานที่ขึ้นทะเบียนรักษาเทียบกับจำนวนประชากร

วัตถุประสงค์ข้อที่ 2

ผู้ป่วยและครอบครัวมีศักยภาพในการดูแลตนเองและมีพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสม
เครื่องชี้วัด :
% ผู้ป่วยเบาหวานที่ได้รับ complete foot exam และได้รับการสอนให้ตรวจเท้า

ด้วยตนเอง
% ผู้ป่วยที่มีสัดส่วนรอบเอว : รอบตะโพกไม่เกินเกณฑ์ (ชาย 1:1, หญิง 0.8 : 1)

วัตถุประสงค์ข้อที่ 3
สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
เครื่องชี้วัด :
Hypo/hyper (uncontrolled) admission rate
% ผู้ป่วยเบาหวานที่มีระดับ postpandrial blood sugar
อยู่ในเกณฑ์ปกติ (ต่ำกว่า 170 mg/dl)

% ผู้ป่วยที่มีระดับ HbA1C ต่ำกว่า 7 %

วัตถุประสงค์ข้อที่ 4
ลดความเสี่ยงด้านโรคหัวใจและหลอดเลือด
เครื่องชี้วัด :
% ผู้ป่วยที่สูบบุหรี่ซึ่งได้รับคำแนะนำปรึกษาเพื่อเลิกบุหรี่
% ผู้ป่วยอายุ 40 ปีขึ้นไปที่ได้รับ ASA
% ผู้ป่วยที่ได้รับการตรวจ lipid profile
% ผู้ป่วยที่มีระดับไขมันตามเป้าหมาย
(LDL ต่ำกว่า 100 mg/dl TG ต่ำกว่า 150 mg/dl total cholesterol ต่ำกว่า 200 mg/dl)

% ผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตต่ำกว่า 130/80 mmHg

วัตถุประสงค์ข้อที่ 5 ลดความเสี่ยงด้าน microvascular
เครื่องชี้วัด :
Renal

% ผู้ป่วยเบาหวานที่ได้รับการตรวจ microalbuminuria ประจำปี
% ผู้ป่วยมี microalbuminuria ที่ได้รับ ACE inhibitor หรือ ARB
Retinal
% ผู้ป่วยได้รับการตรวจ dilated retinal exam
Foot care
จำนวนผู้ป่วยที่มีแผลที่เท้า
จำนวนผู้ป่วยที่ได้รับการตัดขา

คุณหมออนุวัฒน์ ได้บอกให้ทราบว่าเครือข่ายนี้ประกอบด้วยใครบ้าง มาทำอะไรกัน พร้อมทั้งวัตถุประสงค์และเครื่องชี้วัด ซึ่งก็คือ outcomes ที่จะเกิดจากการมีเครือข่ายนี้

สมาชิกอ่านแล้วมีความคิดเห็นอย่างไรบ้างคะ


วัลลา ตันตโยทัย
31 พฤษภาคม 2548